“ดอกเบี้ย” จะขึ้นหรือลง...“กองตราสารตลาดเงิน” ก็ยังตอบโจทย์ทั้ง “คอเงินฝาก” และ “คอหุ้น” !!!
“Money Market Fund” หรือ “กองทุนรวมตลาดเงิน” ที่จัดอยู่ในกลุ่มประเภทกองทุนรวมที่มี “ความเสี่ยงต่ำสุด” นั้น ก็เพราะมีนโยบายลงทุนในเงินฝากของธนาคาร หรือตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีอายุคงเหลือ ‘ไม่เกิน 1 ปี’
แต่ถ้าจะว่ากันตามจริงในทางปฏิบัติส่วนใหญ่เกือบจะ 100% ลงทุนในตราสารหนี้อายุเฉลี่ย ‘ไม่เกิน 3 เดือน’
ถือเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ดีและมีประโยชน์มาก ทั้งสำหรับนักลงทุนที่ ‘ไม่ชื่นชอบความเสี่ยง’ เช่น คอเงินฝาก หรือนักลงทุน ‘สายซิ่ง’ อย่าง คอหุ้น
ในภาวะที่ภาวะดอกเบี้ยโลกกำลังจะขยับปรับเทรนด์เป็น ‘ขาขึ้น’ ก็ดูกลุ่ม “กองทุนรวมตลาดเงิน” จะตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดีอยู่นั่นเอง
ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงขอโอกาสนี้เป็นตัวแทนในการนำเสนอข้อมูลที่เปรียบเสมือนเกร็ดความรู้ให้แก่ผู้อ่าน โดยมีผู้เชี่ยวชาญทางด้านสายงานบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) มาให้คำแนะนำในครั้งนี้
“กองตราสารตลาดเงิน”...ตอบโจทย์ทั้งคอ “เงินฝาก” และ “คอหุ้น”
แม้กลุ่ม “กองทุนตราสารตลาดเงิน (Money Market)” จะจัดอยู่ในกลุ่มกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำสุดก็ตาม ถ้าจะให้อธิบายถึงสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องหรือสินทรัพย์ที่กองทุนลงทุนโดยตรง ก็จะมีตั้งแต่เงินฝาก, ตั๋วเงินคลัง, ตั๋วแลกเงิน, ตั๋วสัญญาใช้เงิน ไปจนถึงพันธบัตรและหุ้นกู้เอกชนที่มีอายุคงเหลือไม่เกิน 397 วัน
“แต่อย่างที่กล่าวไปแล้วในทางปฏิบัติอายุของตราสารก็จะเฉลี่ย ‘ไม่เกิน 3 เดือน’ เป็นสำคัญ นี่ถือเป็นกลไกหนึ่งที่สำคัญที่ทำให้กองทุนกลุ่มนี้มีความผันผวนของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) ของกองทุนเนื่องจากการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุด เวลามีข่าวดอกเบี้ยขาขึ้น นักลงทุนจึงมักได้ยินคำแนะนำให้ลดอายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ให้สั้นลง หรือลงทุนในกลุ่มกองทุนตราสารตลาดเงินนั่นเอง”

เหมือนเป็นหลุมหลบภัยชั้นดีในกลุ่มกองตราสารหนี้ในช่วง “ดอกเบี้ยขาขึ้น” ในอีกทางหนึ่งด้วยกลไกนี้เองทำให้ผลตอบแทนของ “กองทุนตราสารตลาดเงิน” จะเคลื่อนไหวขึ้นลงไปกับผลตอบแทนของตราสารหนี้ระยะสั้น (ดอกเบี้ยระยะสั้น) นั่นเอง ถ้าดอกเบี้ยขึ้น ผลตอบแทนก็จะปรับขึ้นด้วย ดอกเบี้ยลงหรือไม่ไปไหน ผลตอบแทนก็ยังน่าสนใจกว่าเงินฝากอยู่นั่นเอง จึงตอบโจทย์กลุ่มคนไม่ชอบความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี”
ในขณะที่ “คอหุ้น” ที่มองหาแหล่งพักเงิน ปัจจุบันโบรกส่วนใหญ่จะเป็นตัวแทนขายหน่วยลงทุนให้กับบลจ.ต่างๆ อยู่แล้ว คุณสามารถเลือก “พักเงิน” ระหว่างรอลงทุนไว้ใน “กองทุนตราสารตลาดเงิน” ได้เป็นอย่างดี เพราะสั่งซื้อขายหุ้น (T+2) ส่วนซื้อขายกองตราสารตลาดเงิน (T+1) เท่านั้น วางแผนสักนิด “ชีวิตการลงทุนไม่มีสะดุด”
“ที่สำคัญ...ผลตอบแทนของ ‘กองตราสารตลาดเงิน’ คิดกันให้ทุกวัน ไม่ต้องรอครบ 6 เดือน มาคิดให้ครั้งหนึ่งเหมือนดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์แต่ประการใด ดังนั้นในระหว่างที่คุณ ‘พักเงิน’ ผลตอบแทนก็ยังไหลลื่นต่อเนื่องอยู่นั่นเอง”
“กองตราสารตลาดเงิน”...ทางเลือกที่ดีกว่า ‘เงินฝาก’
นักลงทุนบางคนอาจจะสงสัยว่าสินทรัพย์ประเภทดังกล่าวมีความน่าสนใจและมีความสำคัญมากน้อยเพียงใดที่จะให้น้ำหนักการลงทุนในพอร์ต
โดย “คมสัน ผลานุสนธิ” กรรมการบริหาร ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการตลาดและผลิตภัณฑ์ บลจ. แอสเซท พลัส ได้ให้มุมมองถึงบทบาท “กองทุนรวมตลาดเงิน” ว่า สถานะกองทุนเปรียบเหมือน “เงินสด” ที่นักลงทุนใช้ในการ “พักเงิน” หรือมีไว้สำหรับรอลงทุนในสินทรัพย์อื่น ซึ่งผลตอบแทนในปัจจุบันค่อนข้างต่ำกองทุนที่ทำได้ดีที่สุดในตลาดก็เฉลี่ยอยู่ที่เพียง 0.7-0.8%
เมื่อมีกองทุนเทอมฟันด์ที่สามารถล็อกผลตอบแทนได้เฉลี่ย 1% กว่า หรือมี “กองทุนรวมหุ้นกู้” ที่ผลตอบแทนยังสามารถไปต่อได้ที่อาจจะเฉลี่ยอยู่ที่ 3-4% ก็อาจเห็นการนำเงินออกของนักลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่น่าสนใจกว่า ทำให้เราจะเห็นการไหลเข้าออกของฟันด์โฟลด์ของกองทุนอยู่เสมอ

(คมสัน ผลานุสนธิ)
“ซึ่งจากแนวโน้มการลงทุนในปีหน้าก็อาจจะเห็นเงินไหลออกจากกองทุนดังกล่าวมากขึ้น หลังจากที่นักลงทุนยังมีความกลัวที่จะลงทุนใน ‘กองทุนรวมหุ้นไทย’ อยู่ในปีนี้ แต่ขณะเดียวกันด้วยสภาพคล่องของธนาคารที่ยังล้นตลาดก็จะเป็นเม็ดเงินที่เข้ามาเติมในกองทุนได้อยู่ดี”
“กองตราสารตลาดเงิน”....แหล่ง “พักเงิน” ที่ตอบโจทย์สำหรับ “คอหุ้น”
สำหรับนักลงทุนที่อยากจะลงทุนใน “กองทุนรวมตลาดเงิน” ก็ถือเป็นสินทรัพย์ทางเลือกที่ดีกว่าการลงทุนใน “เงินฝากประจำ” เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยจากเงินฝากประจำของธนาคารในปัจจุบันก็คงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำทำให้ผลตอบแทนจาก “อัตราดอกเบี้ยต่ำ” ไปด้วย ทำให้ผลตอบแทนจาก “กองทุนรวมตลาดเงิน” เป็นสิ่งที่น่าสนใจมากกว่า
“ทำให้การลงทุนใน ‘กองทุนรวมตลาดเงิน’ ยังคงเป็นสินทรัพย์ทางเลือกที่ ‘ดีกว่าฝากเงินในธนาคาร’ ซึ่งข้อเสียอีกหนึ่งของเงินฝากประจำยังทำให้นักลงทุนจะต้องเสียภาษีแต่ละปี ขณะเดียวกันการลงทุนในกองทุนรวมตลาดเงิน ยังช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ลงทุนได้ในบางกรณี”
อย่างบางจังหวะที่มีสินทรัพย์บางประเภทเริ่มกลับมาความน่าสนใจหรือในช่วงที่ “ตลาดหุ้นไทย” และ “ตลาดต่างประเทศ” เริ่มมีแนวโน้มเป็นขาขึ้น การจะสวิตชิ่งหรือสับเปลี่ยนการลงทุนจาก ‘กองทุนรวมตลาดเงิน’ มาเป็น ‘กองทุนหุ้น’ ก็สามารถทำให้ง่ายและรวดเร็วกว่าจึงเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยได้เป็นอย่างดี
แต่อย่างไรก็ดีการจะลงทุนใน “กองทุนรวมตลาดเงิน” นักลงทุนก็อาจจะต้องมีเกณฑ์เลือกกองทุนที่มีคุณภาพ โดยสังเกตจากระยะเวลาหรืออายุของพันธบัตรและหุ้นกู้เอกชนที่ค่อนข้างต่ำ มีความผันผวนต่ำ ดูTrack Record ให้ดี ซึ่งควรหลีกเลี่ยงกองทุนที่มีความผันผวนสูง
“กองทุนรวมตลาดเงิน...เครื่องมือการลงทุนที่เปรียบเสมือนสิ่งอำนวยความสะดวกในการลงทุนกองทุนรวมอีกหนึ่งทางและยังเป็นสินทรัพย์ทางเลือกที่มีความปลอดภัยที่ให้ผลตอบแทนได้ ‘ดีกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก’ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่เรียกว่าอัตราดอกเบี้ยแทบจะต่ำติดดินเช่นนี้”
