Official Update :

ชี้เป้า “Asset Growth” & “3 ธีมแห่งอนาคต”…ยังไปได้ดีในปีขาล !!!

เมื่อใกล้ถึงช่วงปลายปีไปจนถึงช่วงขึ้นต้นปีใหม่ ถือเป็นจังหวะที่นักลงทุนจะเริ่มจับกระแสการลงทุนที่กำลังจะเกิดขึ้นหรือการเปลี่ยนผ่านของสินทรัพย์ต่างๆ เพื่อนำมา “จัดพอร์ตการลงทุน” ให้เข้ากับสถานการณ์ในปีนั้นๆ


แต่ในปี65 ที่จะถึงนี้กลับเป็นปีที่ค่อนข้างมีความแตกต่างจากปีอื่น เพราะด้วยสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ที่ผ่านมาได้ส่งผลต่อเศรษฐกิจและตลาดเป็นอย่างมาก


จนทำให้การลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ นักลงทุนจะต้องใช้การวิเคราะห์ข้อมูลอย่างละเอียดและถี่ถ้วนขึ้นมาก เมื่อเทียบจากอดีต


วันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงขอโอกาสในการนำเสนอมุมมองเศรษฐกิจโลกและธีมการลงทุนที่น่าสนใจในปี65 จาก “บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย)” ที่เป็นผู้ให้ข้อมูลดีๆ ในครั้งนี้



เศรษฐกิจโลกปี
65 จะเติบโตระดับกลาง...“วัฏจักรธุรกิจ” แต่ละปท.จะแตกต่างกัน

โดย “จิติพล พฤกษาเมธานันธ์” นักกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายกลยุทธ์และพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุน บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) ได้ให้มุมมองว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปี65 จะเข้าสู่การเติบโตในระดับกลาง แต่มีโอกาสเห็นการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นและการกระตุ้นเศรษฐกิจที่น้อยลงซึ่งอาจส่งผลให้รายได้ของบริษัทจดทะเบียนโดยเฉพาะในสหรัฐฯ และยุโรปชะลอตัว แต่อย่างไรก็ดีนโยบายการลงทุนของแต่ละประเทศก็ยังคงมีต่อเนื่อง



(จิติพล พฤกษาเมธานันธ์)



“ซึ่ง
วัฏจักรธุรกิจ (Business Cycle) ในปี 65 นั้น แต่ละประเทศมีความแตกต่างกันออกไป โดยในสหรัฐฯ จะให้ความสำคัญในด้านการลงทุนของเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน, ยุโรปจะเป็นการขยายตัวของธนาคารพาณิชย์และพลังงาน, จีน จะเป็นการลงทุนและความสนใจในสิ่งแวดล้อมรวมถึงอุตสาหกรรมที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม”



“โอมิครอน” ไม่ใช่ความเสี่ยงของศก.ปีหน้า...ในขณะที่ “การเมือง” จะกลับมาเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ

ขณะที่สถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 เชื่อว่าการระบาดของสายพันธุ์ “โอมิครอน” จะเป็นรอบสุดท้าย เนื่องจากความรุนแรงของเชื้อไวรัสได้ลดต่ำลงจนมาเข้าใกล้ในระดับไข้หวัดธรรมดา จึงประเมินว่าในปีหน้าสถานการณ์ดังกล่าวจะไม่ใช่ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจได้อีกต่อไป


“แต่ปัจจัยที่ต้องติดตามหรือปัจจัยเสี่ยง ก็คือการเมืองที่หลายประเทศมีการเลือกตั้ง ประกอบไปด้วย  สหรัฐฯ ที่ในปลายปีหรือในพฤศจิกายน ที่จะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 435 คน และสมาชิกวุฒิสภาเลือกตั้ง 1 ใน3 โดยจำนวน 2 ใน 3 เป็นพรรคเดโมแครต ซึ่งมีโอกาสที่ โจ ไบเดนจะเสียที่นั่งไป ทำให้อาจเกิดความผันผวนและนโยบายในอนาคต”


ขณะที่ “ฝั่งยุโรป” ก็มีความเสี่ยงเช่นเดียวกัน โดยเริ่มที่ ฝรั่งเศส จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีในเมษายนคาดว่าผู้ชนะจะมีคะแนนนำไม่มาก พร้อมกันนี้ใน อิตาลี เอง ก็จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดี ซึ่งนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันเข้าร่วมชิงตำแหน่งด้วยแต่หากการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ก็อาจทำให้นโยบายไม่ต่อเนื่องและตลาดหุ้นผันผวนได้


“สุดท้ายในฝั่ง จีน เป็นตลาดที่แตกต่างจากประเทศอื่น เนื่องจากนโยบายกลับทิศ ทำให้บางธุรกิจอย่างอสังหาริมทรัพย์ เฮลธ์แคร์ และภาคการบริโภค ก็ยังคงต้องระมัดระวังการกดดันของทางภาครัฐต่อ ด้านอุตสาหกรรมอื่นอย่าง เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม คาดว่าจะเริ่มฟื้นตัวกลับมาได้ เนื่องจากผู้บริหารฮ่องกงคนใหม่ จะเริ่มทำหน้าที่ในมีนาคมซึ่งจะส่งผลหุ้น IPO เทคโนโลยีในฮ่องกงกลับมาคึกคัก”



“เงินเฟ้อ” ยังทรงตัวสูงต่อเนื่องถึงกลางปีหน้า

ตัวเลข “อัตราเงินเฟ้อ” ที่โอกาสจะเกิดขึ้นต่อเนื่องในปีหน้าไปจนถึงช่วงกลางปี65 เนื่องจากในช่วงต้นปีผลตอบแทนและราคาสินทรัพย์ยังไปได้สูงมาก แต่ถ้ายังคงราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ระดับปัจจุบันก็มีโอกาสที่จะเห็นอัตราเงินเฟ้อที่ระดับ 5-6% ได้ในช่วงกลางปีแรก





“ขณะเดียวกันความผันผวนจากนักลงทุนรายย่อยในปี65 มีแนวโน้มที่ตลาดจะเกิดความผันผวนลดลงจากจำนวนนักลงทุนกลุ่มดังกล่าวที่ลดน้อยลงจากการเปิดเมืองของประเทศต่างๆ หลังจากที่นักลงทุนรายย่อยได้เข้าลงทุนสินทรัพย์ต่างๆ อย่าง ราคาหุ้น TESLA, ราคาเหรียญคริปโตเคอเรนซี่ หรือราคาสินทรัพย์ที่เกี่ยวกับWork from home Winner เป็นจำนวนมาก”



ชู “
Growth Asset” & “ธีมอนาคต”...ตอบโจทย์ลงทุนปี65

อย่างไรก็ดีภาพรวมตลาดทุนทั่วโลกในปี65 ด้วยการเริ่มต้นปีด้วยราคาสินทรัพย์ทั่วโลกอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูงหรือแพง เจอกับแรงกดดันจากนโยบายการเงินมีความเข้มงวดขึ้นตามที่คาดการณ์และ “ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)” จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้ง ก็มีโอกาสที่ตลาดจะปรับฐานลงมาได้


“ซึ่งคำแนะนำการลงทุน สินทรัพย์ที่มีการเติบโตหรือ ‘Growth Assets’ ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ลงทุนได้ตามปกติ  แต่สินทรัพย์ที่สามารถให้น้ำหนักการลงทุนได้มากกว่าตลาดจะเป็น ธีมอนาคต ซึ่งประกอบไปด้วย กลุ่มธุรกิจปฏิบัติอุตสาหกรรม ฟินเทค และการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค ที่ราคาหุ้นยังไม่แพงมากนักหรือค่อนข้างถูก”


โดยปัจจัยสนุบสนุนการเติบโตของ 3 ธีมลงทุน ได้แก่ “ธีมปฏิวัติอุตสาหกรรม” ในปี 65 จะเป็นปีที่ใช้หุ่นยนต์หรือแขนกลในการเพิ่มกำลังการผลิตพร้อมกับนำเทคโนโลยีมาแทนที่ ด้าน “ธีมฟินเทครวมระบบการรักษาความปลอดภัยการบริการเข้าถึงประชาชนง่ายมาก ทำให้ธุรกิจไฟแนนซ์ดั้งเดิมจะเห็นการเปลี่ยนแปลงและนำไปสู่การประยุกต์ใช้บล็อกเชนเข้ามาทำตลาด


และสุดท้าย “ธีมการวิวัฒนาการของภาคการบริโภค” อย่างเกมมิ่งหรือการใช้อินเทอร์เน็ตทำธุรกรรมต่างๆ แม้ว่าในปีที่ผ่านมาจะถูกควบคุมเป็นอย่างหนัก แต่ด้วยการมีร่วมของสังคมค่อนข้างสูงทำให้ในช่วงที่สถานการณ์กลับมาสู่ภาวะปกติหรือกฎเกณฑ์ในการประกอบธุรกิจมีความชัดเจน ก็จะทำให้ราคาสินทรัพย์กลับมาและไปต่อได้


ตลาดหุ้นทั่วโลกใน ปี65’ หรือ ปีขาล อาจจะดูเป็นปีที่ดูเข้มดุดันมากขึ้น ด้วยคาดการณ์นโยบายการเงินที่ส่อแววจะเข้มข้นตึงตัวขึ้นโดยเฉพาะในประเทศใหญ่ ที่ได้ออกนโยบายการเงินแบบไม่จำกัดในช่วง 1 – 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้ตลาดอาจจะต้องปรับฐานตั้งแต่ช่วงต้นปี แต่ ในวิกฤติก็มักมีโอกาสให้เราได้ไขว่คว้าอยู่เสมอเช่นเดียวกัน

กฤษฎิ์ รัตนธีระธาดา