“บลจ.” จะหายไปก็ไม่เป็นไร-ไม่กระทบทรัพย์สินของ “กองทุน”...นักลงทุนสบายใจได้ !!!
“สาระ Fund” วันละนิด วันนี้มีเรื่องของ “บลจ.ที่หายไป” จากอุตสาหกรรมกองทุนรวมของไทยมาเล่าสู่กันฟัง
ณ สิ้นเดือนพ.ย.21 เรามีบลจ.ทั้งหมด 23 แห่ง มีสินทรัพย์สุทธิในกองทุนรวมกว่า 5.26 ล้านล้านบาท
โดยส่วนแบ่งการตลาด 74.89% นั้น อยู่ในมือของบลจ.ที่มีขนาดใหญ่ 5 อันดับแรกในอุตสาหกรรม อีก 25.11% ที่เหลือก็เป็นของ 18 บลจ. แบ่งเค้กกันไป
การแข่งขันในธุรกิจกองทุนรวมนั้น ถือเป็นหนึ่งในตลาดที่เรียกได้ว่า “แข่งขันเสรี” เป็นทั้ง ‘โอกาส’ และ ‘ความท้าทาย’ ก่อนจะเดินทางมาถึงจุดนี้ มีหลายบลจ.ที่ไม่ได้ไปต่อ
วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวดีๆ ที่น่าสนใจมาเล่าสู่กันฟังเช่นเคย
Top 5 “บลจ.ลูกแบงก์” ครองส่วนแบ่งการตลาด ‘กองทุนรวม’ 74.89%
อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้นว่า “ธุรกิจกองทุนรวม” นั้นจัดว่าเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันค่อนข้างเสรี ตลาดนี้ถือว่าใหญ่พอสำหรับทุกคนที่ต้องการแสวงหาโอกาสทางธุรกิจ เพราะแนวโน้มของธุรกิจกองทุนรวมมีแต่จะโตวันโตขึ้น ซึ่งเป้าหมายของแต่ละบลจ.ก็แตกต่างกันไป แต่ในแง่ของธุรกิจทุกแห่งต้องการเติบโตและมีกำไร บลจ.เล็กอาจไม่ได้หวังอะไรมากมาย ขอส่วนแบ่งตลาดสัก 2% ก็อยู่ได้แล้ว เป็นต้น

“แต่ฐานลูกค้าและส่วนแบ่งการตลาดของธุรกิจกองทุนรวมนั้น มีรากฐานมาจาก “แบงก์” ในยุคแรกกำเนิดก็ขายผ่านเครือข่ายสาขาแบงก์เป็นหลัก แม้ในปัจจุบันที่เทคโนโลยีกำลังเข้ามา Disrupt ช่องทางการขายสู่โลกดิจิทัลมากขึ้น แต่ปัจจุบัน ‘บลจ.ลูกแบงก์’ ก็ยังครองส่วนแบ่งการตลาดเป็นหลัก และช่องทางการขายของบลจ.เหล่านี้ส่วนใหญ่ก็ยังมาจากแบงก์แม่นั่นเอง”
ในอนาคตแม่เองก็คงอยากให้ลูกยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง ด้วยการเพิ่มฐานช่องทางการขายผ่านช่องทางอื่นเพิ่มมากขึ้นจนในที่สุดก็ไม่ต้องพึ่งพาแม่เพียงอย่างเดียว นั่นน่าจะดีที่สุด เพราะแม่เองก็กำลังปรับเปลี่ยนบทบาทไปสู่การเป็น ‘Open Architecture’ เพื่อขยายฐานรายได้ของตัวเองด้วยเช่นกัน ไม่ให้จำกัดอยู่แค่การขายกองทุนให้บลจ.ลูกเท่านั้น นี่คงเป็นภาพของธุรกิจกองทุนรวมที่กำลังก้าวเดินไปข้างหน้านับจากนี้
เปิด “5 บลจ.” ที่หายไปจาก “อุตสาหกรรมกองทุนรวมไทย”
เมื่อเข้าใจพื้นฐานโครงสร้างดังกล่าว ก็ต้องยอมรับว่า “ไม่ง่าย” ที่จะเข้ามาปักธงชิงเค้กในธุรกิจกองทุนรวมในไทย โดยเฉพาะกับ “บลจ.ต่างชาติ” ที่ไม่มีเครือข่ายสาขาแบงก์อยู่ในมือ แม้แต่ยักษ์ใหญ่ในเวทีโลกยังต้องโบกธงขาวอำลากันไป สำหรับ 2 บลจ.แรกในกลุ่มนี้ที่หายไป ได้แก่ “บลจ.ไอเอ็นจี (ประเทศไทย)” และ “บลจ.แมนูไลฟ์ (ประเทศไทย)” ซึ่งยืนหยัดลุยธุรกิจกองทุนในไทยมานานเป็นสิบปี แต่ในแง่ของผลประกอบการถือว่าไม่ดีนัก จนคนร่วมธุรกิจเคยตั้งคำถามว่า...ถ้าทำธุรกิจไม่มีกำไรแล้วจะทำไปทำไม? ถามมาก็มีคำตอบวิสัชนากลับว่า..แม่มีเงิน ขาดทุนแค่นี้สบายมาก นานาจิตตัง แต่สุดท้ายทั้ง 2 บลจ.ก็ไม่ได้ไปต่อเช่นกัน ตัดสินใจขายให้บลจ.อื่นไป
ในส่วนของบลจ.ไทยที่เข้ากรณีเดียวกันนี้ คือ ไม่ประสบความสำเร็จในแง่ของธุรกิจเท่าไรนัก ก็คือ “บลจ.ทองคำ แอสเซท”

“บลจ.ที่หายไปอีกกลุ่ม ในแง่ของตัวธุรกิจอาจไม่มีประเด็นแต่เป็นที่ต้องตาต้องใจและอยู่ในแผนการเติบโตของบลจ.อื่น บลจ.ในกลุ่มนี้ได้แก่ บลจ.พรีมาเวสท์, บลจ.ฟินนันซ่า หรือดีลสะท้านวงการล่าสุดอย่าง บลจ.ทหารไทย และบลจ.ธนชาต ก็ด้วยเช่นกัน”
ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์กับ “บลจ.ผู้ซื้อ” ที่เกิดขึ้นนอกจากเรื่องของขนาดสินทรัพย์ภายใต้การบริหารที่โตขึ้นแล้ว ยังมีธุรกิจและฐานลูกค้าตามมาอีกด้วย ในส่วนของ “บลจ.ผู้ขาย” เองก็ได้ประโยชน์เช่นกัน สำหรับบลจ.ที่ไม่คิดจะไปต่ออยู่แล้ว จบแบบนี้ก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลว หรือคุณว่าไม่จริง? ส่วนบลจ.ที่ยังไปได้ การหายไปมักเป็นการตัดสินใจจาก “บริษัทแม่” เป็นสำคัญ แม่ว่าไง...ก็คงต้องว่าไปตามนั้น เพราะยังไงนี่ก็คือ “ธุรกิจ” นี่นา
“แต่ไม่ว่าบลจ.จะหายไปยังไง ‘กองทุนรวม’ ที่ผู้ถือหน่วยในบลจ.นั้นลงทุนอยู่ก็สบายใจได้ เพราะไม่ได้หายตามบลจ.ไปด้วยแต่ประการใด แต่จะถูกโอนย้ายไปให้บลจ.อื่นบริหารต่อให้แทน และนี่คือข้อดีที่บอกว่า กองทุนรวมมีสถานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจาก บลจ. ดังนั้นหากบลจ.ที่บริหารกองทุนรวมเกิดประสบปัญหาด้านการเงินหรือปิดกิจการ ทรัพย์สินของกองทุนรวมก็จะไม่ถูกกระทบแต่ประการใด นักลงทุนสบายใจได้เลย”
ในอนาคตก็ยังไม่มีใครรู้ว่า...จะมีบลจ.ไหนที่จะหายไปจากธุรกิจกองทุนรวมอีกหรือเปล่า? แต่เมื่อมีบลจ.ที่หายไป ก็มี ‘บลจ.หน้าใหม่’ สลับเข้ามาในธุรกิจนี้เป็นระยะๆ เช่นเดียวกัน ก็อย่างที่บอก “ตลาดกองทุน” นั้น ใหญ่พอสำหรับทุกคน
