“หุ้นไทย” ปีเสือเป้า 1,700 จุด...แต่หลัง ‘COVID-19’ ไป 5-10 ปี มีโอกาสพุ่งถึง 3,000 – 4,000 จุด !!!
การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ได้เกิดการกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ใหม่อย่าง “โอมิครอน” ที่มีการติดเชื้อจากคนสู่คนได้ง่าย ทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มจากรวดเร็วในหลายประเทศ
ซึ่งผลกระทบดังกล่าวได้ลามมาถึง ภาพรวมเศรษฐกิจทั่วโลกที่ในบางประเทศก็ยังคงต้องพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวระหว่างประเทศมาเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจ
และแน่นอน “ประเทศไทย” เองก็เป็นหนึ่งกลุ่มที่ต้องพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติมาสนับสนุนในการเติบโตเศรษฐกิจในประเทศ ทำให้มีนักลงทุนไม่น้อยได้ตั้งคำถามขึ้นว่า เศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยในปี 65 จะเป็นเช่นไร
ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงได้มีข้อมูลหรือมุมมอง “เศรษฐกิจ” และ “ตลาดหุ้นไทย” ในปี 65 จากผู้เชี่ยวชาญสายงานบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) มาฝากแก่ผู้อ่านกันในครั้งนี้
“Omicron” & “นโยบายการเงินตึงตัวสหรัฐ”...ยังเป็นปัจจัยกดดันตลาดปี65
โดย “ประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์” ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทาลิส จำกัด ได้ให้มุมมองว่า “ตลาดหุ้นไทย” ในปี 65 ยังคงมีแนวโน้มเป็นขาขึ้นต่อเนื่องจากปีนี้ ซึ่งในระหว่างปีก็อาจจะมีการย่อตัวและดีดตัวกลับขึ้นมาเป็นระลอกให้เห็นอยู่บ้าง
เนื่องจากปัจจัยของสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 สายพันธุ์ “โอมิครอน” ยังคงคอยกดดันตลาดอยู่ไปถึงช่วงกลางปี 65 ด้วยตัวเลขผู้ติดเชื้อทั่วโลกเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งจะมีผลต่อ sentimental ของผู้ลงทุนได้ในบางช่วงเวลาหรือบางจังหวะการลงทุน
%20(1).jpg)
(ประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์)
“ขณะเดียวกันมาตรการถอนการผ่อนคลายในเชิงปริมาณทางการเงิน (QE) ให้เร็วขึ้นและอาจส่งผลให้ ‘ธนาคารกลางสหรัฐฯ’ เริ่มนโยบายการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยปรับเร็วตามไปด้วย ก็อาจส่งผลเชิงลบต่อตลาดได้ในบางช่วงบางคราว ซึ่งจากข้อมูลในอดีตหลังที่เริ่มลด QE และเพิ่มอัตราดอกเบี้ยในปีแรกตลาดหุ้นทั่วโลกและตลาดหุ้นไทยอาจปรับตัวขึ้นได้ไม่สูงมากนัก”
ประเมินหลังวิกฤติ COVID-19 “หุ้นไทย” มีโอกาสทะยานแตะ 3,000 -4,000 จุด ในอีก 5 -10 ปี ข้างหน้า
สำหรับปัจจัยสนับสนุน “ตลาดหุ้นไทย” ในปีหน้า คาดว่าจะมาจากเศรษฐกิจและผลดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน โดยการเติบโตของเศรษฐกิจในปี 65 จะมีอัตราการเติบโตได้ถึง 4% หากมีควบคุมและบริหารจัดการสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ได้ดี รวมถึงงบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ขณะที่ผลการดำเนินงานหรือกำไรของบริษัทจดทะเบียนจะสามารถเติบโต 10% ซึ่งก็คาดการณ์ว่ากรอบดัชนีตลาดหุ้นไทยจะมีอัพไซด์ได้ในระดับที่ใกล้เคียงกันกับผลการดำเนินงานหรือ 10% โดยอาจไปได้ไกลกว่า 1,700 จุด แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะได้เห็นตลาดปรับตัวลงมาที่ 1,500 – 1,600 จุด

“แรงกดดันต่อตลาดหุ้นไทยในปีหน้าส่วนใหญ่จะมาจากปัจจัยภายนอกเป็นหลัก เนื่องจากนักลงทุนมีความกังวลเกี่ยวกับนโยบายการปรับอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนผ่านของอัตราดอกเบี้ยจากขาลงเป็นขาขึ้น จึงทำให้ความเคลื่อนไหวของตลาดอาจเห็นการปรับฐานของตลาดหุ้นลงในบางช่วงเวลา”
กรณี “การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.)” ให้ได้ตามหลักรัฐธรรมนูญมีการแก้ไขและประกาศใช้แล้ว คาดการณ์ว่าไม่สามารถเกิดขึ้นได้เร็วเพราะว่าอยากที่ประวิงเวลาให้อยู่ครบวาระในเดือนเมษายน 66 ประกอบกับผลงานของรัฐบาลในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาทำให้การหาเสียงได้ยาก จึงรอเวลาให้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่างออกดอกออกผลในปี 65 ให้เต็มประสิทธิภาพก่อน
สำหรับกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจต่อจากนี้ โดยจะต้องคัดเลือกหุ้นเป็นรายตัว ในกลุ่มธุรกิจที่ปรับตัวสอดรับกับสถานการณ์ได้เร็วและมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง ธุรกิจอุตสาหกรรมยา ธุรกิจอุตสาหกรรมอาหาร ธุรกิจการแพทย์ ธุรกิจเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ และธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์
ความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทยยังเทียบเคียงกับตลาดหุ้นประเทศอื่นๆ ได้ โดยเฉพาะการลงทุนในระยะยาวเนื่องจากการปรับตัวของตลาดหุ้นไทยในช่วง 5-10 ปี หลังจากเกิดวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นช่วงต้มยำกุ้งหรือแฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส ดัชนีตลาดเพิ่มขึ้นได้ถึง400% ซึ่งหลังจากสถานการณ์ COVID-19 ก็มีโอกาสที่ตลาดหุ้นจะขึ้นไปพีคที่ 3,000-4,000 จุด ในช่วง 5-10 ปี
“ตลาดหุ้นไทยในปีหน้ายังคงไปต่อได้ดี แม้ว่าระหว่างอาจจะเจอกับปัจจัยกดดันจากภายนอกอย่างนโยบายการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ ‘ธนาคารกลางสหรัฐฯ’ ที่นักลงทุนทั่วโลกมีความกังวลเป็นอันดับต้น ซึ่งหากมีการเริ่มประกาศได้เมื่อไหร่ตลาดหุ้นทั่วไปก็อาจจะตอบรับในเชิงลบ แต่นั่นก็เป็นโอกาสในการลงทุนเพื่อหวังผลในระยะยาวด้วยเช่นกัน”
