ที่สุด “กองหุ้นขนาดใหญ่” 5 อันดับแรก...ไม่ทำนักลงทุนผิดหวัง-ชนะ SET TRI 8 – 10% !!!
“ตลาดหุ้นไทย” ในปี 64 อาจจะเป็นปีที่ตลาดหุ้นมีความผันผวนตลอดทั้งปีไม่ว่าจะมาปัจจัยกดดันภายในประเทศเองหรือจากต่างประเทศที่เข้ามาก็ตาม
แต่โดยรวมตลาดหุ้นไทยก็ยังคงมีการปรับตัวขึ้นมาได้จนถึงระดับ 12.96% ณ วันที่ 24 ธันวาคม ซึ่งในแง่ของ “ดัชนีผลตอบแทนรวม” หรือ “SET TRI” บวกขึ้นมา 16.22%
ถือว่าอยู่ในระดับที่โอเคเลยทีเดียว แต่ในภาพรวมแล้วกลุ่ม “หุ้นขนาดใหญ่” ในปีนี้ ยังคง Underperform ตลาดและกลุ่ม “หุ้นขนาดกลาง-เล็ก” อยู่พอสมควร
ซึ่งในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงอยากนำเสนอข้อมูลในอีกแง่หนึ่งอย่าง ผลการดำเนินงานของ “กองทุนรวมหุ้นไทยขนาดใหญ่” ตั้งแต่ช่วงต้นปีมาถึงปัจจุบันมาแชร์ให้แก่ผู้อ่านในครั้งนี้
Top 5 “กองหุ้นขนาดใหญ่” ปี64...โชว์ผลตอบแทนชนะตลาดเฉลี่ย 24.12 – 26.20%
สำหรับ “กองหุ้นขนาดใหญ่” ในอุตสาหกรรมมีอยู่ทั้งสิ้น 327 กอง ซึ่งมาจากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) ของไทยและมีผลการดำเนินงานโดยรวมเป็นบวกทั้งหมด
แต่กองทุนรวมที่มีความน่าสนใจด้วยตัวนโยบายการลงทุนที่แตกต่างจากกองทุนอื่นๆ ทำให้ผลการดำเนินงานเองก็มีความโดดเด่นขึ้นมาไม่แพ้กองทุนหุ้นต่างประเทศ
เราจึงได้หยิบยก 5 กองทุนรวมเริ่มตั้งแต่กองที่มีความโดดเด่นที่สุดในอุตสาหกรรมอย่าง “กองทุนเปิด แอล เอช แอคทีฟ หุ้นระยะยาว” จาก ‘บลจ. แลนด์แอนด์เฮ้าส์’ ที่สามารถทำให้ ‘กอง LHACTLTF-A (ชนิดสะสมมูลค่า)’ และ ‘LHACTLTF-D (ชนิดจ่ายเงินปันผล)’ ขึ้นมาติดอันดับ 1 และ 2 ได้ ด้วยผลตอบแทน 26.20% และ 26.17% ตามลำดับ
“โดยนโยบายการลงทุนของกองทุนทั้ง 2 นั้น จะลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ตราสารทุนหรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงกับผลตอบแทนของหุ้นหรือกลุ่มหุ้นของบริษัทจดทะเบียน โดยจะเลือกพิจารณาลงทุนในหุ้นที่มีอัตราการเติบโตสูง (Growth Stock) ในระยะปานกลางถึงระยะยาวเป็นอันดับแรก”
รวมไปถึงอาจลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์, หน่วยทรัสต์ของทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์, หน่วยลงทุนของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน, ตราสารอื่นใดที่ให้สิทธิในการได้มาหรือที่มีผลตอบแทนอ้างอิงกับตราสารดังกล่าวข้างต้น หรือกลุ่มของตราสาร, หน่วยลงทุนดังกล่าวข้างต้น, ตราสารแห่งหนี้, เงินฝากธนาคาร, ตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน, ใบสำคัญแสดงสิทธิรวมถึงหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่นหรือการหาดอกผลโดยวิธีอื่น

ถัดมาเป็นกองทุนจาก ‘บลจ.แอสเซทพลัส’ หรือภายใต้ชื่อ “กองทุนเปิดแอสเซทพลัสกำไรปันผล (ASP-GDF)” ทำผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันได้ 24.40%
“กองทุนมีนโยบายที่จะลงทุนในตราสารทุน (หุ้น) ไม่น้อยกว่า 80%ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ โดยเกณฑ์การคัดเลือกจะต้องเป็นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี ผสมผสานตั้งแต่หุ้นขนาดใหญ่ กลางและเล็ก พร้อมกับการจับจังหวะการลงทุนตามภาวะตลาด”
ต่อมาเป็น “กองทุนเปิดกรุงศรีหุ้นระยะยาวแอ็คทีฟ SET50 ปันผล (KFLTFA50-D)” ที่อยู่ในการบริหารและจัดการโดย ‘บลจ.กรุงศรี’ ทำผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันได้ 24.34%
“พร้อมกับนโยบายที่เน้นการลงทุนในหุ้นที่เป็นส่วนประกอบในการคำนวณดัชนี SET50 และยังผลตอบแทนเพิ่มเติมให้แก่ผู้ถือหน่วยด้วยนโยบายจ่ายเงินปันผลเมื่อกองทุนมีกำไรสะสมและไม่มีผลขาดทุนสะสมขึ้นในงวดปีบัญชีที่มีการจ่ายเงินปันผลนั้น”
กองทุนสุดท้ายที่ผลการดำเนินงานที่โดดเด่นอีกหนึ่งกองคือ “กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ซีเล็คท์ อิควิตี้ ฟันด์ ชนิดผู้ลงทุนกลุ่ม/บุคคล (SCBSEP)” จาก ‘บลจ.ไทยพาณิชย์’ ทำผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันได้ 24.12%
“กองทุนมีนโยบายลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทหุ้นจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จำนวนไม่เกิน 30 หลักทรัพย์ พร้อมกันนี้ กองทุนอาจลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารการลงทุน (Efficient Portfolio Management) ตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุนรวม และตราสารที่มีลักษณะของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝง (structured note) ได้”
สำหรับ 5 กองทุนรวมที่เราหยิบยกขึ้นมาในครั้งนี้ อาจจะเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมเท่านั้นเพราะยังมีกองทุนรวมอื่นที่มีควาน่าสนใจและความโดดเด่นที่ไม่แพ้กัน เพียงแต่ว่าขึ้นอยู่กับจังหวะของตลาดและหลักทรัพย์ที่กองทุนเลือกพิจารณา แต่นี่คือ “กองหุ้นขนาดใหญ่” ที่มีผลงานดี 5 อันดับแรกในปี64 ที่ผ่านมา
