Top 5 “กองหุ้นทั่วโลก” ปี64 โชว์ผลตอบแทน 30-34%...ชนะ ‘ตลาดหุ้นไทย’ !!!
“ตราสารทุน” หรือ “หุ้น” ทั่วโลกในปีที่ผ่านมาได้ทำผลงานเป็นที่น่าประทับใจแก่นักลงทุนไม่น้อย แม้ว่าระหว่างปี 64 และในช่วงสิ้นปี 64 จะมีปัจจัยกดดันเข้ามายังตลาดหุ้นจนทำให้มีการปรับตัวลดลงไปบ้าง
แต่ความน่าสนใจในเรื่องของผลงานดำเนินงานหรือผลตอบแทนนั้น “กองทุนรวมหุ้นโลก” ก็ยังคงมีความโดดเด่นที่สุดในตลาด สามารถทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ 16.18% สูงกว่าผลตอบแทนรวมตลาดหุ้นไทย (SET TRI) ที่ 17.67%
แม้อาจจะไม่ร้อนแรงเหมือนสินค้าโภคภัณฑ์อย่าง “กองทุนน้ำมัน” ที่ทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ถึง 62.75% ก็ตาม
ซึ่งหลายคนก็อาจจะยังไม่ทราบผลการดำเนินงานของเหล่า “กองทุนรวมหุ้นโลก” นั้นเป็นเช่นไร ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงได้รวบรวมข้อมูลดังกล่าวในช่วงปี 64 มาแชร์กันในครั้งนี้
“TMBWDEQ” แชมป์กลุ่ม ‘กองหุ้นทั่วโลก’ ปี64…ทำผลตอบแทนได้ 33.85%
โดย “กองทุนรวมหุ้นทั่วโลก” ในอุตสาหกรรมของไทยได้มีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ให้นักลงทุนได้เลือกสรรกันถึง 186 กองทุน ซึ่งผลการดำเนินงานโดยรวมก็มีทั้งในฝั่งที่เป็นบวกบ้างและเป็นลบบ้าง ตามนโยบายและประเภทสินทรัพย์ที่บลจ.ได้บริหารจัดการ
แต่กองทุนรวมที่มีผลการดำเนินงานเป็นบวกก็มีความโดดเด่นไม่แพ้กองทุนหุ้นที่โฟกัสเป็นรายประเทศ ซึ่งเราได้หยิบยก 5 กองทุนหุ้นทั่วโลกมานำเสนอให้แก่ผู้อ่าน เริ่มจากกองที่โดดเด่นที่สุดในอุตสาหกรรม ก็คือ “กองทุนเปิดทหารไทย World Equity Index (TMBWDEQ)” ทำผลตอบแทนในปี64 ได้ 33.85%
“ที่มี ‘บลจ.ทหารไทย’ เป็นผู้บริหารจัดการเงินลงทุน โดยลงทุนผ่านกองทุนหลักอย่าง ‘Lyxor UCITS ETF MSCI WORLD’ ซึ่งเป็นกองทุนรวมอีทีเอฟ ที่มีนโยบายลงทุนในตราสารที่ให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนี MSCI WORLD NET TOTAL RETURN ซึ่งกระจายการลงทุนในหุ้นของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว”

ถัดมาเป็นกองทุนที่อยู่ภายใต้บริหารจัดของ ‘บลจ.อเบอร์ดีน’ ในชื่อ “กองทุนเปิด อเบอร์ดีน โกลบอล ซัสเทนเนเบิล เอคควิตี้ ฟันด์ (ABWOOF)” ด้วยผลตอบแทน 32.30%
“ที่ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนต่างประเทศ ชื่อ ‘Aberdeen Standard SICAV I - Global Sustainable and Responsible Investment Equity Fund’ โดยกองทุนหลักจะกระจายการลงทุนในหลักทรัพย์ของบริษัทต่างๆในหลายประเทศ โดยไม่จำกัดภูมิภาค ซึ่งเป็นการลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทตราสารทุนหรือที่เกี่ยวข้องกับตราสารทุน ในอัตรไม่น้อยกว่าสองในสามของพอร์ตการลงทุน โดยการลงทุนของกองทุนในตราสารแห่งทุนหรือตราสารที่เกี่ยวข้องกับตราสารแห่งทุนจะเป็นไปตามแนวทาง ‘การลงทุนอย่างยั่งยืนและมีความรับผิดชอบ’ (Sustainable and Responsible Investment Equity Approach) ของอเบอร์ดีน”
ต่อมาเป็นกองทุนจาก ‘บลจ.ไทยพาณิชย์’ ที่สามารถบริหารจัดการจนสามารถทำให้กองทุนติดอันดับได้ถึง 2 อันดับ ภายใต้กองทุนเดียวกันแตกต่างที่ชนิดของกองทุนในชื่อ “กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ แพลทตินัม โกลบอล ฟันด์ ชนิดผู้ลงทุนกลุ่ม/บุคคล (SCBPGFP)” และ “กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ แพลทตินัม โกลบอล ฟันด์ ชนิดสะสมมูลค่า (SCBPGF)” ทำผลตอบแทนในปี64 ได้ 30.06% และ 29.76% ตามลำดับ
“สำหรับนโยบายการลงทุนของกองนั้น จะลงทุนผ่านกองทุนรวมต่างประเทศ ‘DWS Invest CROCI Sectors Plus ใน Share Class FCH (P)’ ที่จะลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วด้วยกระบวนการคัดเลือกหุ้นของ CROCI โดยจะคัดเลือก 3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีค่าเฉลี่ยของ CROCI Economic P/E ต่ำที่สุด จาก 9 กลุ่มอุตสาหกรรม
และเลือกลงทุนในหุ้นที่มี CROCI Economic P/E ต่ำที่สุดจาก 3 กลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าว โดย 9 กลุ่มอุตสาหกรรมที่อยู่ในกรอบการลงทุนได้แก่ สินค้าจำเป็น, สินค้าสิ้นเปลือง, เฮลธ์แคร์, เทคโนโลยีสารสนเทศ, อุตสาหกรรมหนัก, วัสดุอุตสาหกรรม, บริการโทรคมนาคม, สาธารณูปโภค และ พลังงาน”
สุดท้าย “กองทุนเปิดเค โกลบอล อิควิตี้ (K-GLOBE)” ที่เป็นอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของ ‘บลจ.กสิกรไทย’ ทำผลตอบแทนปี64 ได้ 29.74%
“กองทุนจะนำเงินลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนหุ้นในต่างประเทศตั้งแต่ 2 กองทุนขึ้นไป โดยเป็นกองทุนที่จะมีนโยบายการลงทุนในตราสารทุนของประเทศต่างๆ ภูมิภาคต่าง ๆ หรือกองทุนมีนโยบายการลงทุนในตราสารทุนทั่วโลก (Global Equity Funds)”
“กองทุนหุ้นโลก...นโยบายกองทุนจะมีนโยบายการลงทุนหรือการลงทุนในกองทุนหลักที่แตกต่างกันออกไป โดยมีการกระจายเงินลงทุนให้มีความหลายหลากประเทศหรือภูมิภาค จึงเป็นอีกหนึ่งประเภกองที่ช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหุ้นได้เป็นอย่างดี”
