Official Update :

กังวล “เงินเฟ้อ-สงคราม” หนุน “ทองคำ” ระยะสั้น...แนะมีติดพอร์ต 5-10% ไว้กระจายความเสี่ยง !!!

ทองคำ เป็นสินทรัพย์อีกหนึ่งประเภทที่ถูกบดบังด้วยความแรงของสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง เหรียญคริปโตเคอเรนซี่จนทำให้ในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้เห็นความเคลื่อนไหวของราคาทองคำมากนัก


จนเมื่อไม่นานมานี้  เริ่มมีเม็ดเงินไหลเข้า “กองทุนทองคำ” ไม่ว่าจะเป็นใน ‘SPDR’ ซึ่งเป็นกองทุนทองคำขนาดใหญ่ที่สุดของโลก และกองทุน ETF ทองคำอื่นๆ


โดยได้รับปัจจัยหนุนมาจากความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ และสถานการณ์ตึงเครียดในยูเครนที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น


ตลอดจนการรอติดตามการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) ที่กำลังรอผลการประชุมต่อทิศทางดอกเบี้ย ทำให้นักลงทุนมีความกังวลการปรับขึ้นดอกเบี้ย จึงเกิดขายจากสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง หุ้น ขึ้น 


นักลงทุนจึงหันกลับมาถือ “ทองคำ” เพื่อป้องกันความเสี่ยงกันอีกครั้ง!!!


ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงอยากจะพานักลงทุนมาย้อนรอยผลการดำเนินงานย้อนหลัง 1 ปี ของ “กองทุนรวมทองคำ” ที่มีความโดดเด่นที่สุดกัน



“ทองคำ” ยังเป็นหลุมหลบภัยที่ดี...ในยามที่ตลาดมี “เงินเฟ้อสูง-ภัยสงคราม”

สำหรับ “ทองคำ” เป็นอีกหนึ่งสินทรัพย์ทางเลือกที่นักลงทุนทั่วโลกมักมีการถือครองเพื่อกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตการลงทุน คำแนะนำโดยทั่วไปก็มีไว้ไม่เกิน 5-10%


ในปี21 ที่ผ่านมานั้น “ทองคำ” เองก็ไม่ได้สร้างผลตอบแทนที่โดดเด่นเมื่อเทียบกับสินค้าโภคภัณฑ์อย่าง “น้ำมัน” และภาพรวมของกลุ่ม “กองทุนทองคำ” ในปีที่ผ่านมา ก็ทำผลตอบแทนเฉลี่ย -2.30% โดยกองที่ ดีที่สุด ทำผลตอบแทนได้ 6.10% และกองที่มีผลงาน แย่สุดติดลบ -6.08% ต่างกันประมาณ 12%


“ในส่วนของราคาทองคำในปี21 ที่ผ่านมา กรอบการเคลื่อนไหวค่อนข้างผันผวน 1,683 – 1,908 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ช่วง Bond Yield เด้งแรง ก่อนจะขยับขึ้นมาได้ในช่วงครึ่งปีหลังและปิดสิ้นปีไปที่ 1,821 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ นับถึงปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 26 ม.ค. 22) ราคาทองคำเคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 1,845 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ +0.88% และย้อนหลัง 1 ปี ก็บวกเพียงเล็กน้อย 0.21% เท่านั้น”


แต่ด้วยความกังวลต่อทิศทางเงินเฟ้อและความตึงเครียดระหว่างยูเครนและรัสเซียที่อาจจะพัฒนากลายไปเป็นสงครามที่นักลงทุนกังวลได้ ยังคงเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำในระยะสั้นนี้


“อย่างไรก็ตามมุมมองการลงทุนในทองคำของหลายเฮ้าส์ในปีนี้ที่มีต่อทองคำคล้ายคลึงกัน ไม่ได้ให้น้ำหนักมากนัก และยังคงให้ถือในลักษณะของการกระจายความเสี่ยงเป็นสำคัญ ไม่เกิน 5-10% ของพอร์ต”





SCBGOLDE” แชมป์กลุ่ม ‘กองทุนทองคำ’…โชว์ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี 9.04%

โดย “กองทุนรวมทองคำ” ได้มีให้นักลงทุนไทยสามารถคัดสรรได้ถึง 49 กองจากบริษัทหลักทรัพย์กองทุนรวมของไทยซึ่งในครั้งนี้เราจะพามาดู 5 กองทุนทองคำที่มีความโดดเด่นที่สุดในอุตสาหกรรมที่มีผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี ดีสุดกัน (ข้อมูล ณ วันที่ 25 ม.ค. 22)


เริ่มกันที่กองทุน 2 อันดับที่มาจากบลจ.เดียวกันหรืออยู่ภายใต้การบริหารจัดการโดย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัดที่มีชื่อกองว่า “กองทุนเปิดไทยพาณิชย์โกลด์ ชนิดช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ (SCBGOLDE)” และ “กองทุนเปิดไทยพาณิชย์โกลด์ ชนิดสะสมมูลค่า (SCBGOLD)” ทำผลตอบแทนได้ 9.04% และ 8.57% ตามลำดับ


“ซึ่งทั้ง 2 กองจะมีนโยบายสร้างผลตอบแทนตามความเคลื่อนไหวของราคาทองคำแท่งที่เปิดเผยไว้อย่างแพร่หลาย โดยหน่วยงานซึ่งเป็นที่ยอมรับในอุตสาหกรรมผู้ค้าทองคำในประเทศไทยหรือในระดับสากล และกองทุนจะสร้างผลตอบแทนโดยอ้อมผ่านการลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอีทีเอฟทองคำต่างประเทศ คือ SPDR Gold Trust


ต่อมาเป็น 2 กองทุนที่เป็นกองทุนเดียวกันแตกต่างกันที่ชนิดของกองทุนและยังอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด โดยใช้ชื่อว่า “กองทุนเปิดบัวหลวงโกลด์ฟันด์ (BGOLD) และ “กองทุนเปิดบัวหลวงโกลด์เพื่อการเลี้ยงชีพ (BGOLDRMF) ทำผลตอบแทนได้ 8.16% และ 8.03% ตามลำดับ


“ที่ตัวนโยบายของทั้ง 2 จะไปในทิศทางเดียวกันก็คือ ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน SPDR Gold Trust เป็นกองทุนหลักเพียงกองทุนเดียว โดยรายละเอียดของนโยบายการลงทุนของกองทุนหลักก็จะเน้นลงทุนในทองคำแท่งเพื่อสร้างผลตอบแทนของกองทุนหลังหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการจัดการทั้งหมดของกองทุนให้ใกล้เคียงกับผลตอบแทนของราคาทองคำ”


และกองสุดท้ายที่เราจะหยิบยกขึ้นมาในวันนี้มีชื่อว่า “กองทุนกรุงศรีโกลด์ (KF-GOLD) ที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด ทำผลตอบแทนได้ 7.68%


“โดยตัวนโยบายจะลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศ ชื่อ SPDR Gold Trust ซึ่งมีนโยบายที่มุ่งเน้นลงทุนในทองคำแท่ง เพื่อสร้างผลตอบแทนของกองทุนหลังหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการจัดการทั้งหมดของกองทุนให้ไกล้เคียงกับผลตอบแทนของราคาทองคำ”


ผลการดำเนินงานของ “กองทุนรวมทองคำ” ในช่วง 1 ปีย้อนหลังอาจจะไม่ได้หวือหวาเท่ากับสินทรัพย์อื่นๆ หรือเท่ากับในอดีตที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างร้อนแรง ที่เคยพุ่งทะยานแตะ 1,957 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ (จนทำราคาทองคำในประเทศทำลายสถิติทะลุ 30,400 บาท) แต่หลังจากนี้ที่ผลการประชุมของ “คณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC)” ยังออกมาชัดเจน เราคงต้องติดตามว่าผลที่ออกจะเป็นไปตามคาดการณ์ของนักลงทุนมากน้อยเพียงใดและจะทำให้สินทรัพย์อย่าง ทองคำ กลับมาได้รับความน่าสนใจได้หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ มี “ทองคำ” ติดพอร์ตไว้ช่วยในเรื่องของ “การกระจายความเสี่ยง” ได้เป็นอย่างดี

กฤษฎิ์ รัตนธีระธาดา