เขย่าพอร์ต “หุ้นสหรัฐ” รับดอกเบี้ยขาขึ้น...ขยับเข้า ‘หุ้นใหญ่’ & ‘Defensive’ ที่โตตามศก.โลก !!!
“ตลาดหุ้นสหรัฐฯ” เป็นตลาดที่มีกำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโตขึ้นได้อย่างหวือหวา แม้ว่าจะยังไม่มีการประกาศตัวเลขผลการดำเนินงานของบริษัทขนาดใหญ่ในช่วงไตรมาส 4/64 ออกมาก็ตาม
แต่สิ่งที่กดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ หรือทำให้นักลงทุนต้องมีความกังวลและคอยจับตาอยู่ตลอด กลับเป็นความเคลื่อนไหวใหม่ๆ ของ “ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)”
หลังจากที่ได้มีการกระชับมาตรการผ่อนคลายทางการเงินมากขึ้นกว่าเดิม และส่งสัญญาณขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานเร็วกว่ากำหนด ทำให้ในเดือนมกราคมที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนและเขย่าตลาดหุ้นไปทั่วโลก
ซึ่งเพื่อให้แนวทางแก่นักลงทุนชาวไทย ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงมีมุมมองการลงทุนใน “หุ้นสหรัฐฯ” ต่อจากนี้ผ่านผู้เชี่ยวชาญมานำเสนอให้แก่ผู้อ่านกัน
ถึงเวลา “เฟด” ขยับดอกเบี้ยสู่ขาขึ้น...สกัด “เงินเฟ้อสูง”
เชื่อเหลือเกินว่านักลงทุนที่ลงทุนใน “หุ้นสหรัฐฯ” ไว้ หรือแม้แต่ลงทุนในหุ้นภูมิภาคอื่นๆ ก็ตาม ตอนนี้คงจับตาดูความชัดเจนของเฟดอย่างใกล้ชิด เฮ้าส์ต่างๆ มีการขยับปรับประมาณการณ์ปรับขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐในปีนี้กันตั้งแต่ 5 – 8 ครั้งไปแล้ว จากเดิมที่คาดว่าจะขึ้นเพียง 3 ครั้งเท่านั้น
โดย “ดร.สมชัย อมรธรรม” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน และลูกค้าสัมพันธ์ บลจ.กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า การปรับขึ้นนโยบายอัตราดอกเบี้ยของ “ธนาคารกลางสหรัฐฯ” เป็นการปรับเพื่อให้เข้ากับภาวะเศรษฐกิจที่มีการเติบโตถึง 6.9% ซึ่งเป็นระดับที่ดีมากและอัตราเงินเฟ้อที่สูงถึง 7% จึงทำให้อัตราดอกเบี้ยไม่ควรคงอยู่ที่ระดับ 0%
(ดร.สมชัย อมรธรรม)
“ซึ่งท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)ในสภาวะที่เศรษฐกิจร้อนแรงและตัวเลขเงินเฟ้อสูงเช่นนี้ ถือว่าการสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยจะล่าช้าเกินไป (Behind the curve) จึงจะมีโอกาสที่ต่อจากนี้เฟดจะพยายามเร่งให้นโยบายอัตราดอกเบี้ยจะปรับขึ้นเร็วแต่จะปรับขึ้นไปที่ระดับไหนนั้นก็อาจจะต้องติดตามต่อไป”
“บลจ.กรุงไทย” คาดปีนี้ “เฟด” ขึ้นดอกเบี้ย 5 ครั้งๆ ละ 0.25%...ลดความกังวลของตลาด
สำหรับทางบลจ.คาดการณ์การปรับนโยบายอัตราดอกเบี้ยของเฟดในปีนี้หรือในปี 65 จะเกิดขึ้นหลังจากที่ลดทอนมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) จบลงในเดือนที่ 3 หรือเดือนมีนาคม โดยจำนวนการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยคาดว่าจะอยู่ที่ 5 ครั้ง ซึ่งครั้งละไม่เกิน 0.25% และในปี 66 จะอยู่ที่ 3-4 ครั้ง
“ในหนึ่งปีจะมีการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯทั้งหมด 8 ครั้ง ซึ่งจำนวนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่คาดการณ์ไว้ 5 ครั้งนั้นในปีนี้เราอาจจะได้เห็นการปรับขึ้นติดต่อกัน 2-3 ครั้งก่อนจะเว้นระยะแล้วมาพิจารณาปรับขึ้น แต่หัวใจสำคัญของการปรับด้วยจำนวนที่ค่อนข้างเยอะ เป็นเพราะให้ตัวเลขการปรับขึ้นแต่ละครั้งคงที่ 0.25% แต่มีความเสถียรภาพไม่กระโดดไปมาและเพื่อลดความกังวลจากนักลงทุนที่อาจจะต่อความผันผวนของนโยบายอัตราดอกเบี้ย”
แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของธนาคารสหรัฐฯ ในปี 65 จะเป็นช่วงขาขึ้น เพื่อที่หยุดตัวเลขของอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นที่ระดับ 7% ซึ่งเป็นระดับที่สูงมาก แต่ก็เชื่อว่าในช่วงไตรมาส 2/65 ตัวเลขจะเบาบางลงหรืออยู่ที่ 2% ซึ่งยังเป็นระดับตัวเลขที่สูงกว่าเป้าหมายของธนาคารสหรัฐฯ

“กำไรบจ.สหรัฐ” ยังเติบโตได้ดี-แต่ไม่เท่าปีก่อน...แนะ “ปรับพอร์ต” รับดอกเบี้ยขาขึ้น
ในส่วนแนวโน้มผลประกอบของบริษัทจดทะเบียนในปี 65 จะยังคงมีเติบโตในระดับที่ดี อย่าง “S&P 500” คาดการณ์จะเติบโตได้ 5% ซึ่งระดับการเติบโตอาจจะสู้กับปี 64 ที่มีการเติบโตถึง 50% ไม่ได้นัก เนื่องจากภาพรวมของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้ “ผ่านจุดพีค” มาแล้ว จึงได้มีการชะลอตัวลง และดอกเบี้ยขาขึ้นก็อาจกระทบต่อกำไรบริษัทจดทะเบียน
อย่างไรก็ดีปัจจัยที่จะตัวกดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในปี 65 ปัจจัยจะมาจากนโยบายการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่ ‘ยังไม่ชัดเจน’ ว่าจะมีการปรับขึ้นกี่ครั้งและจะปรับตัวเลขอัตราดอกเบี้ยเป็นระดับที่เท่าไหร่ ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยอย่างการลดขนาดงบดุลที่หลายคนมองว่าจะเกิดขึ้นในปีนี้ว่าจะมาช้าหรือเร็วเพียงใด”
ซึ่งต่อจากนี้ภาพรวมการลงทุนใน “หุ้น” จะเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่เป็นการลงทุนในภาวะดอกเบี้ยต่ำแต่หลังจากที่เป็นดอกเบี้ยขาขึ้น ก็อาจทำให้หุ้นที่ปรับขึ้นมาสูงจนอยู่ในระดับที่แพงจะถูกปรับมูลค่าของราคาหุ้นลงมาสู่ระดับมูลค่าพื้นฐาน ซึ่งนักลงทุนเองก็อาจจะมีการปรับพอร์ตตามไปด้วย
“หุ้นกลาง-เล็ก” ปีนี้เหนื่อย...แนะขยับเข้า “หุ้นใหญ่” & “Defensive” ที่โตได้ตามศก.โลก
ความน่าสนใจของ “ตลาดหุ้นสหรัฐฯ” ในช่วง 1 ถึง 2 ปีที่ผ่านมา ทั้ง ‘หุ้นสหรัฐฯ’ และ ‘หุ้นเทคโนโลยี’ เป็นที่น่าสนใจมาโดยตลอด แต่ภาพรวมในปีนี้ความน่าสนใจจะลดน้อยลง เนื่องจากเศรษฐกิจที่แนวโน้มเริ่มจะชะลอตัวลงซึ่งจะทำให้ “หุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก” ที่เคยได้รับประโยชน์จากช่วง New Normal และสภาพคล่องที่สูง จะต้องท้าทายมากขึ้นและเติบโตได้ยากขึ้น
โดยกลุ่มที่น่าสนใจหรือยังลงทุนต่อได้ จะเป็น “หุ้นขนาดใหญ่” ที่เป็นโกลบอลแบรนด์หรือมีรายได้จากทั่วโลก ซึ่งตราบใดที่เศรษฐกิจทั่วโลกยังมีการขยายตัวกลุ่มหุ้นดังกล่าวก็ยังสามารถขยายตัวตามไปด้วย หรือเป็นกลุ่ม Defensive (หุ้นที่มีความทนทานในทุกสภาพตลาด) อย่าง ธนาคาร ไฟแนนซ์ พลังงาน เป็นต้น
“แม้ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะส่งสัญญาณ ‘การปรับอัตราดอกเบี้ย’ มาเป็นระยะๆ ให้นักลงทุน ได้รับรู้ถึงความเคลื่อนไหวของธนาคาร แต่ก็ยังคงเป็นข่าวร้ายและปัจจัยกดดันต่อตลาดอยู่นั่นเอง”
