“Brand” ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง...พร้อมปั้น ‘ผลตอบแทนที่ดี’ สู้ทุกภาวะตลาด !!!

Fund Manager View: เมื่อ “เงินเฟ้อ” เร่งตัว จนสุดท้าย “ธนาคารกลางสหรัฐ (FED)” เตรียมขยับดอกเบี้ยสู่ขาขึ้นเพื่อสะกดเงินเฟ้อเอาไว้ พร้อมลดขนาดงบดุล (Qualitative tightening: QT)


ความกังวลในเรื่องของ “ความผันผวน” ในตลาดการลงทุนเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้


แต่ในภาวะเช่นนี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสให้ลงทุนแต่ประการใด...ในครั้งนี้มี 2 ธีมสู้ตลาดผันผวนมาฝากกัน หนึ่งในนั้น คือ ธีม Global Brand” ที่มีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง


และอีกธีมก็คือ “หุ้นไทย” ที่เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่เศรษฐกิจในปี22 เทียบกับปี21 ปรับตัวดีขึ้น (หรืออีกนัยก็คือเราฟื้นตัวช้ากว่าชาวบ้านเขานั่นเอง) กลับสู่วงจรการขยายตัวที่จะส่งผลดีอย่างปฏิเสธไม่ได้


วันนี้ ทีมงาน โต๊ะกองทุน Wealthythai’ มีมุมมองการลงทุนที่น่าสนใจในหุ้นทั้ง 2 ธีมนี้ มาอัพเดทให้ฟังกัน



ทำไม...“
Global Brand” ถึงเป็นบริษัทที่สร้างผลตอบแทนที่ดีได้อย่างสม่ำเสมอ-ทุกภาวะตลาด 

เงินเฟ้อจะมา ดอกเบี้ยจะขึ้น ตลาดจะผันผวน เศรษฐกิจจะเป็นยังไง หุ้นกลุ่ม Global Brand” ที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง หนี้น้อย กระแสเงินสดดี และมีแบรนด์ที่แข็งแกร่งก็ยังจะเติบโตพร้อมสู่ทุกสภาวะตลาดการลงทุน เพราะอะไรนะหรือ?


-สินค้าจำเป็น...ยังไงคนก็ยังต้องใช้ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ตื่นมาจนเข้านอน ก็ยังมีของใช้จำเป็นต่อการอุปโภคในชีวิตประจำวันอยู่เต็มไปหมด


-สินค้าที่แบรนด์แข็งแกร่ง...มีฐานลูกค้าชัดเจน (และมักเป็นลูกค้าที่มีอันจะกินด้วย) เงินเฟ้อมา ปรับราคาขึ้นก็ยังขายได้ สบายไปเลย


“นี่คงพอทำให้คุณพอมองเห็นภาพได้คร่าวๆ ถึงความน่าสนใจของธีม Global Brand กันบ้างแล้ว ซึ่งปัจจุบันก็มีกองทุนรวมที่ลงทุนในธีมนี้ให้เลือกลงทุนกันอยู่แล้วเช่นกัน”



“บลจ.ทิสโก้” ชู “
Global Brand” สู้ตลาดผันผวน...ครอบคลุมทั้ง ‘แบรนด์ขนาดใหญ่-แบรนด์ใหม่อนาคตไกล-แบรนด์ดิจิทัล

โดย “สาห์รัช ชัฏสุวรรณ” ผู้อำนวยการสายการตลาดและที่ปรึกษาการลงทุน บลจ.ทิสโก้ มองถึงโอกาสการลงทุนในหุ้น Global Brand” ว่า ในช่วงที่ตลาดหุ้นยังมีความผันผวนจากธนาคารกลางสหรัฐเตรียมปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ประกอบกับปัญหาเงินเฟ้อราคาสินค้าแพงกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก นักลงทุนจึงเริ่มมองหาสินทรัพย์การลงทุนที่มีงบการเงินที่แข็งแกร่ง มีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจที่โดดเด่น และมีผลให้ผลประกอบการทั้งในแง่รายได้และกำไรเติบโตดีอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งธุรกิจที่มี “แบรนด์” แข็งแกร่งสามารถตอบโจทย์ดังกล่าวได้ เพราะธุรกิจเหล่านี้มักจะมีอำนาจในการกำหนดราคาสินค้า จากการเป็น “เจ้าตลาด” หรือครองส่วนแบ่งการตลาดในระดับสูง อีกทั้ง ผู้บริโภคมีความเชื่อถือในคุณภาพและบริการจึงทำให้เกิดการซื้อซ้ำ ส่งผลให้ธุรกิจที่มีแบรนด์ที่แข็งแกร่งสามารถสร้างผลประกอบการที่ดีได้อย่างสม่ำเสมอ 



(สาห์รัช ชัฏสุวรรณ)



“โดยสามารถแบ่งเป็น 3 ประเภทที่น่าสนใจ ได้แก่ หุ้นแบรนด์ชั้นนำระดับโลก (
Global Brand) ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม ‘หุ้นคุณค่า’ เพราะมีรายได้และกำไรเติบโตอย่างต่อเนื่องตามศักยภาพในการแข่งขันและความสามารถในการกำหนดราคาที่สูงกว่าธุรกิจทั่วไป มีงบการเงินที่แข็งแกร่งและครองส่วนแบ่งการตลาดในระดับสูง เช่น  HermesNestle และ Ferrari เป็นต้น”  


นอกจากนี้ ยังมีหุ้นที่บริษัทเจ้าของแบรนด์สินค้าเป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้บริโภคในระดับหนึ่ง (Upcoming Brand) โดยธุรกิจกลุ่มนี้จัดเป็นหุ้นเติบโต มีโอกาสสร้างรายได้และกำไรเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด เพราะส่วนใหญ่เป็นสินค้าและบริการนำนวัตกรรมเข้ามาตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค และกำลังกินส่วนแบ่งทางการตลาดจากแบรนด์ขนาดใหญ่ เช่น PROYA ผู้นำแบรนด์เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลผิวสัญชาติจีน และ lululemon ผู้นำแบรนด์เครื่องแต่งกายกีฬาสัญชาติแคนาดา เป็นต้น 


สุดท้ายเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับดิจิทัล (Digital Brand) ที่เติบโตไปกับ Megatrend ของโลกรวมถึงหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเมตาเวิร์สด้วย เช่น Adobe, Microsoft, เป็นต้น ซึ่งล้วนจัดอยู่ในธีม “Global Brand” ด้วยกันทั้งสิ้น



“บลจ.วรรณ” มองโอกาสของ “หุ้นไทย” ศก.โต-
Downside จำกัด...ให้เป้าปีนี้ 1,770 จุด เน้น ‘หุ้นปันผล-หุ้นได้ประโยชน์จากเปิดเมือง’

ด้านพจน์ หะริณสุต” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณ มองถึงโอกาสการลงทุนใน “ตลาดหุ้นไทย” ว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มกลับมาขยายตัวที่ประมาณ 3-5% ในปี22 และคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) จะคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% ตลอดปี ตลาดหุ้นไทยในปี22 จะยังคงอยู่ในภาวะผันผวน แต่มี downside risk ค่อนข้างจำกัด ขณะที่ upside ยังขึ้นอยู่กับความยั่งยืนในการเปิดเมือง และความเชื่อมั่นของภาคเอกชน ขณะที่ Valuation ของหุ้นไทยที่ค่อนข้างตึงตัวจากคาดการณ์ Forward PE ในปี22 อยู่ที่ประมาณ 17 เท่า ซึ่งค่อนข้างสูงกว่าค่าเฉลี่ยในภูมิภาคที่ประมาณ 14.38 เท่า แต่อัตราการจ่ายเงินปันผลยังอยู่ในระดับที่ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี เฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 2.72% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของภูมิภาค 2.60%



(พจน์ หะริณสุต)



“บริษัทมองเป้าหมายดัชนี SET Index ในปี22 อยู่ที่ 1,770 จุด (คาด EPS เพิ่มขึ้นประมาณ 10.7% จากปี21) ภายใต้สมมติฐานจากปัจจัยต่างประเทศ คาดเศรษฐกิจโลกขยายตัวต่อเนื่องประมาณ 4-5% ขณะที่เงินเฟ้อเริ่มชะลอตัวลงธนาคารกลางสำคัญปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินแบบค่อยเป็นค่อยไป ขณะที่ปัจจัยในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.5% ถึงสิ้นปี22 นี้ ด้านสถานการณ์การแพร่ระบาด COVID-19 ยังคงเป็นการระบาดในวงจำกัดและไม่รุนแรง โดยประชากรมากกว่า 50% ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น และไวรัสสายพันธุ์ใหม่ไม่ลดประสิทธิผลของวัคซีน แม้โอกาสการลงทุนในต่างประเทศจะมีอยู่มากแต่ในปีนี้ก็ไม่ควรละเลยโอกาสการลงทุนในหุ้นไทยเช่นเดียวกัน โดยยังคงแนะนำลงทุนในบริษัทจดทะเบียนที่มีการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ และหุ้นที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้เป็นหลัก”


ใครกำลังมองหาโอกาสการลงทุนในปีเสือท่ามกลางความผันผวนเช่นนี้ เชื่อว่าทั้ง 2 ธีม “Global Brand” และ “หุ้นไทย” จะตอบโจทย์ให้คุณได้ไม่มากก็น้อย แล้วพบกันใหม่ครั้งหน้ากับ “Fund Manager View” ครับ

โต๊ะกองทุน Wealthythai