ชี้ครึ่งปีแรก...โอกาสลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก “ทองคำ-น้ำมัน-สินแร่พื้นฐาน” !!!
Fun of Funds: เริ่มต้นสัปดาห์ด้วย “วันแห่งความรัก (Valentine)” กับข่าวคราวความตึงเครียดระหว่าง “รัสเซีย-ยูเครน-นาโต้” ที่ทวีดีกรีเดือดขึ้นตามลำดับ นี่ยังไม่นับรวมข่าว “ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)” อาจใช้ยาแรงสกัดเงินเฟ้อ
แต่มุมมองบลจ.ในฟากของนักลงทุนสถาบัน ไม่ว่าจะเป็น “บลจ.กรุงไทย” และ “บลจ.พรินซิเพิล” เห็นตรงกันว่า...เรื่องความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอยู่นี้จะไม่พัฒนาจนกลายไปเป็น “สงครามเต็มรูปแบบ” แต่ประการใด
ในขณะที่ความสมเหตุสมผลของการขึ้นดอกเบี้ยก็จะอยู่ที่ 4 ครั้งในปีนี้ ครั้งละ 0.25% เท่านั้น !!! (ส่วนจะแม่นยำแค่ไหนนั้น ให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ก็แล้วกัน)
ด้วยปัจจัยกดดันต่างๆ ทำให้ “ตลาดหุ้นทั่วโลก” ค่อนข้างผันผวนตลอดช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา
จึงทำให้นักลงทุนเกิดความวิตกกังวลกับปัจจัยแวดล้อมต่างๆ จนเกิดเป็นแรงเทขายใน “สินทรัพย์เสี่ยง” อย่างหุ้น ไปจนถึงสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง เหรียญคริปโตเคอเรนซี่
ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงกลยุทธ์ในการลงทุนหรือแผนการรับมือในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนเช่นนี้ จากผู้เชี่ยวชาญการลงทุนมาแชร์ให้แก้ผู้อ่านและผู้ที่สนใจ
แนะถือเงินสด 70% ของพอร์ต...รอจังหวะเข้าลงทุนช่วงตลาดปรับลง
“ตลาดหุ้นทั่วโลก” นับแต่แต่ในช่วงต้นปีที่ผ่าน ก็เป็นระยะเวลาราว 2 เดือนที่ค่อนข้างมีความผันผวนจากสารพัดปัจจัยลบที่รุมเร้า ไม่ว่าจะการปรับปริมาณ QE เข้าสู่ระบบที่ลดลง แนวโน้มขาขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ไปจนถึงความเสถียรภาพทางการเมืองของแต่ละประเทศ
“หรือตลาดหุ้นบางประเทศได้มีการปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสิ่งที่ตามกับความผันผวนก็คือโอกาสของการลงทุนเช่นเดียวกัน”
โดย “สุรศักดิ์ ธรรมโม” กรรมการและผู้บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ไพน์ เวลท์ โซลูชั่น จำกัด ให้มุมมองว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาราคาสินทรัพย์ทางการเงินปรับตัวเพิ่มขึ้นจากนโยบายการทำมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) และทำให้บาลานซ์ชีทของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เพิ่มขึ้น 5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ

(สุรศักดิ์ ธรรมโม)
“ซึ่งสิ่งที่จะเห็นต่อจากนี้ด้วยตัวเลขเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงแต่เฟดไม่มีการควบคุมเงินเฟ้อให้ทันเวลา ทำให้มาตรการที่ใช้ในอนาคตรุนแรงขึ้น และการส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยของเฟดที่ล่าช้าเกินไปต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งต่อๆ ไป ส่วนแผนลดบาลานซ์ชีท (QT) จะทำให้สภาพคล่องในตลาดน้อยลง และทำให้ตลาดหุ้นทำโลกผันผวนมากขึ้นในปีนี้และเปราะบางตลอดปี”
คำแนะนำของเรา จึงมองว่าทุกครั้งที่ตลาดผันผวนเป็นโอกาสในการลงทุน ซึ่งตั้งแต่ต้นปีทางบริษัทได้แนะนำลูกค้าให้ “ถือเงินสด” 70% ของพอร์ต เพื่อมองหาโอกาสในการลงทุน โดยมองตลาดจะปรับฐานไม่ต่ำกว่า 20-30% จากระดับสูงสุด ซึ่งดัชนี Nasdaq ลงมา 15% แต่ก็ยังมีโอกาสที่ตลาดจะปรับตัวลดลงได้อีกมากกว่า 15%
ชี้ครึ่งปีแรก...โอกาสลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก “ทองคำ-น้ำมัน-สินแร่พื้นฐาน”
โดยกลยุทธ์การลงทุนใน “ระยะสั้น” ภายใต้ปัจจัยที่เป็นตัวขับเคลื่อนตลาดอย่างช่วงต้นวัฏจักรของการขึ้นดอกเบี้ยที่จะต่อเนื่องไปทั้งปีหรือยาวไปตลอด 1 ปีจากนี้ไป, การลดขนาดงบดุลจะทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรผันผวน, ความตึงเครียดของรัสเซียและยูเครน และซัพพลายเชน ดิสรัปชั่นจากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 สายพันธุ์โอมิครอน
“จึงเป็นโอกาสการลงทุนในระยะสั้นหรือในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ที่จะเข้าลงทุนในสินทรัพย์จำพวกทองคำ น้ำมันและสินแร่พื้นฐาน และหากในช่วงที่ตลาดหุ้นปรับฐานลงมาถึงระดับที่เหมาะสมก็มองว่าเป็นโอกาสที่ดีในการจะกลับเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์หลักและสินทรัพย์ทางเลือกที่น่าสนใจ”

แนะ DCA “หุ้นคุณภาพและมีการเติบโตสูง” ช่วงตลาดปรับฐาน...ใครรับความเสี่ยงได้มี “สินทรัพย์ดิจิทัล” ติดพอร์ตได้
สำหรับนักลงทุนที่ไม่ต้องการจะลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกที่อยู่ได้มานาน ก็อาจใช้โอกาสที่ตลาดปรับตัวลง ทยอยซื้อหุ้นแบบ DCA ในกลุ่ม “หุ้นคุณภาพและมีการเติบโตสูง” ในบริษัทขนาดใหญ่ หรือบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่แต่ควรกระจายในหลากหลายบริษัทและอุตสาหกรรม จะช่วยให้ความเสี่ยงพอร์ตลดลง
“ทั้งนี้การลงทุนใน ‘สินทรัพย์ดิจิทัล’ มองว่าน่าสนใจ ซึ่งนักลงทุนอาจจะมีติดพอร์ตตามระดับความเสี่ยงที่รับได้หรือสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ในระดับปานกลางก็อาจจะมีติดไว้ราว 1.1% ของพอร์ต แต่หากผู้ที่มีความเข้าใจและรับความเสี่ยงได้มากก็อาจเพิ่มสัดส่วนขึ้นได้เพื่อสร้างโอกาสการลงทุนในอนาคต”
ส่วนกรณีที่มีผู้เชี่ยวชาญการลงทุนมองว่าสินทรัพย์ดิจิทัลจะเป็นเหมือนวิกฤตซับไพร์ม ส่วนตัวมองว่าไม่ได้มีความใกล้เคียง เนื่องจากจำนวนผู้เล่นค่อนข้างจำกัดและผู้เล่นรายหลักของตลาดในปัจจุบันเป็นกลุ่มรายย่อยซึ่งพึ่งมีผู้เล่นที่เป็นสถาบันเข้ามาได้ไม่นาน ส่วนราคาที่มีการปรับตัวลดลงเป็นเพียงการปรับฐานจากการช็อกกับนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากกว่าตลาดคาด
“3 ปัจจัยหลักที่จะมีผลต่อ ‘ตลาดหุ้นทั่วโลก’ ในปีนี้ก็คงไม่พ้นเรื่องตัวเลขเงินเฟ้อที่ค่อนข้างสูง แผนการลดบาลานซ์และการปรับขึ้นนโยบายอัตราดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งในระยะสั้นก็จะเป็นตัวกดดันให้ตลาดมีความผันผวนได้เพื่อเป็นการรับมือนักลงทุนก็อาจจะไปลงทุนใน ‘สินทรัพย์ทางเลือก’ หรือจะทยอยซื้อหุ้นแบบ DCA ในจังหวะที่ตลาดย่อตัวได้เช่นกัน”
