เสิร์ฟ “Thematic Portfolio” 4 ธีมเด่น...ช่วยนักลงทุนคว้าโอกาสเติบโตตาม ‘เทรนด์แห่งอนาคต’ ได้ง่ายขึ้น !!!
Fun of Funds: รู้หรือไม่?...นับตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา มูลค่าสินทรัพย์ใน “กองทุน Thematic” ทั่วโลกเติบโตเฉลี่ย 37% ต่อปี และเติบโตถึง 77% ในปี 2563 เพียงปีเดียวเท่านั้น!!!
สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนทั่วโลกให้ความสนใจกับการลงทุนแบบ “Thematic” อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ในประเทศไทย ทางเลือกสำหรับการลงทุนแบบ Thematic ยังมีอยู่ค่อนข้างจำกัดและส่วนใหญ่เป็นกองทุนรวมที่เจาะจงเฉพาะอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง
ปัจจุบันการลงทุนแบบ “Thematic” เป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงอยู่บ่อยครั้ง ยิ่งโดยเฉพาะหลังจากเกิดเหตุการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 จนทำให้พฤติกรรมหลายๆ อย่างของผู้คนทั่วโลกต้องเปลี่ยนแปลงไป
ซึ่งทำให้ภาพการลงทุนต่อจากนี้จึงเป็นการลงทุนเพื่อรับเทรนด์ในอนาคตหรือตามการเปลี่ยนแปลงของโลกมากขึ้น เพื่อผลประโยชน์การสร้างผลตอบแทนในระยะยาว
ฉะนั้นในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงคำแนะนำการลงทุนในการลงทุนเพื่อรับกับกระแสเทรนด์โลกในอนาคตที่น่าสนใจจาก “บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน สแทชอเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด” มาแชร์กันในครั้งนี้
“StashAway” เปิดตัวโพรดักต์ใหม่ “Thematic Portfolio”...ช่วยนักลงทุนเกาะกระแสเติบโตตามเทรนด์โลกง่ายขึ้น
โดย “เฟรดดี้ ลิม” ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของกลุ่ม StashAway สตาร์ทอัพ WealthTech ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มบริหารการลงทุนจากสิงคโปร์ บอกว่า บริษัทได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ “Thematic Portfolio” ที่ตอบโจทย์การลงทุนในกลุ่มธุรกิจที่เป็นเทรนด์แห่งอนาคต (Thematic Investing)

(เฟรดดี้ ลิม)
“ด้วยการคัดสรร ‘กองทุน ETF (Exchange Traded Fund)’ ที่ลงทุนในนวัตกรรมต่างๆ จากทั่วโลกมาจัดเป็น 4 ธีมการลงทุนที่สอดคล้องกับเทรนด์แห่งอนาคตและจะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของระบบเศรษฐกิจในระยะยาว เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนการจากเติบโตของนวัตกรรมเหล่านี้โดยมีเทคโนโลยีช่วยควบคุมระดับความเสี่ยงและสร้างสมดุลพอร์ตให้เหมาะกับนักลงทุนแต่ละบุคคล”
เปิด “Thematic Portfolio” 4 ธีมเด่น...คว้าโอกาสเติบโตกับ ‘เทรนด์แห่งอนาคต’
เบื้องต้น “StashAway” ได้เปิดตัว “Thematic Portfolio” ภายใต้ 4 ธีมการลงทุนแรก ได้แก่
-
Technology Enablers (เทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต) มุ่งลงทุนในกลุ่มธุรกิจ AI บล็อกเชน คลาวด์คอมพิวติ้ง โรโบติกส์ และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งจะเป็นเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการต่อยอดสร้างสรรค์นวัตกรรมต่างๆ ในอนาคต
-
The Future of Consumer Tech (นวัตกรรมที่จะเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์คนทั่วโลก) มุ่งลงทุนในกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตผู้บริโภคให้สะดวกสบายและเชื่อมโยงกันง่ายขึ้น เช่น ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ธุรกิจเกมมิ่ง เทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech)

-
Healthcare Innovation (นวัตกรรมที่จะพลิกโฉมวงการแพทย์) มุ่งลงทุนในกลุ่มธุรกิจนวัตกรรมด้านการแพทย์ เช่น ไบโอเทค จีโนมิกส์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ เภสัชกรรม ที่จะเข้ามาช่วยเปลี่ยนแปลง บำรุง และฟื้นฟูให้ผู้คนมีสุขภาพที่ดีอย่างต่อเนื่อง และ
-
Environment and Cleantech (เทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน) มุ่งลงทุนในกลุ่มธุรกิจด้านเทคโนโลยีพลังงานสะอาดต่างๆ ที่จะเข้ามาแก้ปัญหาสภาวะโลกร้อนอย่างเร่งด่วนและยกระดับการดูแลสิ่งแวดล้อมให้ได้อย่างยั่งยืน อาทิ เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และระบบบำบัดของเสีย
“Thematic Portfolio” ช่วย “บริหารความเสี่ยง” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ...มีให้เลือกมากถึง “7 ระดับ” ให้เหมาะกับนักลงทุนแต่ละราย
ด้าน “ยศกร นิรันดร์วิชย” กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน สแทชอเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด อธิบายเพิ่มเติมว่า การลงทุนแบบ Thematic มักมีความเสี่ยงสูง เราจึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ “Thematic Portfolio” ที่สามารถบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยทั้ง 4 ธีม มีการกระจายการลงทุนไปยังหลายกลุ่มธุรกิจนวัตกรรม และลงทุนในกองทุน ETF เฉลี่ยธีมละ 7-13 กองทุน โดยเป็น ETF ที่คัดสรรจากบริษัทจัดการกองทุนระดับโลกซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการบริหารกองทุนแบบ Thematic โดยเฉพาะ อาทิ ARK Invest, iShares by BlackRock, Global X และ VanEck ซึ่งกองทุน ETF แต่ละตัวมีการกระจายการลงทุนไปยังบริษัทที่มีศักยภาพเติบโตจำนวนมากและสอดคล้องกับกลุ่มธุรกิจนวัตกรรมภายใต้ธีมต่างๆ อาทิ Tesla, Amazon, Intel, Sea, Tencent, Apple, Pfizer, Spotify เพื่อลดความเสี่ยงด้านการกระจุกตัวของการลงทุนแบบ Thematic

(ยศกร นิรันดร์วิชย)
“นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มสัดส่วนของ ‘สินทรัพย์ปรับสมดุล’ เข้าไปในพอร์ต ซึ่งไม่เพียงจะเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงแต่ยังทำให้เราสามารถสร้างพอร์ตแบบ Thematic ในระดับความเสี่ยงที่มีให้เลือกมากถึง 7 ระดับ ตามความเหมาะสมของนักลงทุนแต่ละราย นักลงทุนจึงสามารถลงทุนในเทรนด์นวัตกรรมที่เชื่อมั่นบนระดับความเสี่ยงที่เหมาะกับแต่ละบุคคลได้อย่างมั่นใจ” นายยศกร กล่าวเสริม
ทั้งนี้ “Thematic Portfolio” ของ “StashAway” ยังมีอีกหลากหลายจุดเด่นที่แตกต่างจากตลาดในปัจจุบัน โดยเฉพาะเทคโนโลยี ERAA™ หรือ Economic Regime-based Asset Allocation เทคโนโลยีการลงทุนที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven) จำนวนมหาศาล
เพื่อวิเคราะห์และตัดสินใจในการลงทุนและคอยปรับพอร์ตให้เหมาะกับแต่ละภาวะเศรษฐกิจให้อัตโนมัติและรักษาสมดุลพอร์ตในทุกๆ วันให้ตรงกับ “StashAway Risk Index (SRI)” หรือ “ระดับความเสี่ยงที่นักลงทุนแต่ละรายยอมรับได้” ทั้งนี้แพลตฟอร์ม StashAway ยังมีค่าธรรมเนียมต่ำเพียง 0.2-0.8% ต่อปีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝงเพิ่มเติม
สำหรับ “Thematic Portfolio” ทั้ง 4 ธีมนี้ ก็เป็นเสมือนหนึ่งเมนู “สำเร็จรูป” ที่เสิร์ฟไว้ให้กับผู้ลงทุนได้เลือกให้เหมาะสมกับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงของตัวเอง ช่วยลดปัญหาในการต้องไปมองหา “Thematic Fund” ต่างๆ มาลงทุนด้วยตัวเอง ซึ่งก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ ที่ช่วยให้การลงทุนใน Thematic ของคุณสะดวกและง่ายขึ้นไม่มากก็น้อย
