ปีเสือ ‘ผันผวนแค่ไหน’ ยังไงก็ต้อง “หุ้น”...คาด ‘ตลาดเกิดใหม่’ จะกลับมามีเสน่ห์อีกครั้งในครึ่งปีหลัง !!!
Fun of Funds: สถานการณ์ “ตลาดหุ้นทั่วโลก” ในปี 65 ต้องเผชิญกับความผันผวนรายวันด้วยปัจจัยลบอย่างตัวเลขเงินเฟ้อของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ที่ปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ซึ่งกดดันให้ “ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)” ต้องหาวิธีรับมืออย่างการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสกัดเอาไว้ แต่ความไม่ชัดเจนว่าจะขึ้นเมื่อไร ขึ้นเท่าไรนั่นเองที่ “ตลาดไม่ชอบ” นักลงทุนต่างพากันคาดการณ์ว่าจะเริ่มเข้าสู่ดอกเบี้ยขาขึ้นแบบเร่งด่วน บ้างก็ขึ้นเร็วและแรง บ้างก็ขึ้นถี่แต่ไม่มาก ตามแต่มุมมอง...(ซึ่งซ้ำเติมตลาด)
ซ้ำยังมีเรื่องของความขัดแย้งระหว่าง “ยูเครน” และ “รัสเซีย” เข้ามาเป็นปัจจัยแทรกที่ทวีความตึงเครียดหนักเข้าทุกวัน จนมีผลต่อราคาโภคภัณฑ์อย่าง “น้ำมันดิบ” ให้พุ่งสูงขึ้นมากจนใกล้ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาเรลแล้ว (และอาจไปไกลกว่านั้น...หากพัฒนาของความขัดแย้งส่อไปในทางร้าย)
เล่นเอา “หุ้นตลาดเกิดใหม่” ก็ซวนเซ “หุ้นตลาดพัฒนาแล้ว” ก็ไม่รู้จะไปต่อยังไง?
ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงมีมุมมองการลงทุนที่น่าสนใจในปี 65 จาก “ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน)” หรือ “ttb” มานำเสนอให้แก่ผู้อ่านในครั้งนี้
“ttb” ชี้ปีเสือยังไงก็ต้อง “หุ้น”...แรงส่งให้ไปต่อยังมี-แม้เจอ ‘นโยบายการเงินเข้มงวด’ ของสหรัฐ
โดย “อภิวัฒน์ น้าประทานสุข” ผู้บริหารกลยุทธ์ด้านการลงทุน ธนาคารทหารไทยธนชาต (ttb) ได้ให้มุมมองภาพรวมการลงทุนในปี 65 ว่า เรายังคงให้น้ำหนักกับการลงทุนใน “สินทรัพย์เสี่ยง” อย่างหุ้น มากกว่าการลงทุนใน “สินทรัพย์ปลอดภัย” อย่างพันธบัตรรัฐบาล
“เนื่องจากปัจจัยกดดันตลาดในช่วงปีที่ผ่านมา อย่างสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ในปัจจุบันนักลงทุนเริ่มไม่มีการตอบสนองทางลบอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากผู้ประกอบการและนักลงทุนได้มีการปรับตัวให้เข้ากับยุคใหม่ ทำให้จุดจบของ COVID-19 อาจจะใกล้เข้ามาซึ่งจะนำไปสู่การกลับมาของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ”
ส่วนการถอนสภาพคล่องของธนาคารออกจากตลาดโดย “ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)” ก็เริ่มดำเนินการลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) และเริ่มขึ้นอัตราดอกเบี้ยพร้อมกับลดขนาดงบดุล เชื่อว่า “ตลาดหุ้นทั่วโลก” ยังมีแรงส่งให้ปรับตัวขึ้นต่อไปได้ เนื่องจากสภาพคล่องในระบบไม่ได้หมดไปในทันทีและธุรกิจก็มีเวลาในการปรับตัวล่วงหน้า

“หุ้นตลาดพัฒนาแล้ว” น่าสนใจกว่า “หุ้นตลาดเกิดใหม่”...โดยเฉพาะ ‘สหรัฐ-ยุโรป-ญี่ปุ่น’
สำหรับตลาดหุ้นที่น่าสนใจในปี 65 ความน่าสนใจของ “ตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว” จะมากกว่า “ตลาดเกิดใหม่” เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งและเศรษฐกิจยังมีแนวโน้มขยายตัวอยู่ในปีนี้ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่นที่ยังมีการเติบโตควบคู่ไปกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างน้อยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ จากการกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นปกติ และการเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบอีกครั้งหนึ่ง
“โดยการลงทุนใน ‘ตลาดหุ้นสหรัฐฯ’ แนะนำให้นักลงทุนเลือกลงทุน ‘หุ้นกลุ่มวัฏจักร (Cyclical)’ เนื่องจากจะได้รับประโยชน์จากการกลับมาเปิดประเทศและอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูงในช่วงครึ่งแรก ซึ่งในช่วงครึ่งปีหลังก็ ‘หุ้นกลุ่ม Growth’ โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีนั้น มีโอกาสฟื้นตัวได้จากอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่จะชะลอตัวลง”
ส่วน “ตลาดหุ้นยุโรป” และ “ญี่ปุ่น” ก็มีความน่าสนใจไม่แพ้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เนื่องจากยังมีปัจจัยสนับสนุนในด้านมูลค่าถือยังไม่แพงเมื่อเทียบกับดัชนี S&P500 ละแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินที่แตกต่างกัน (Policy Divergence) โดยเฟดเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ ECB และ BOJ ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ก่อน ทำให้แนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจของยุโรปและญี่ปุ่นอาจเร่งตัวเร็วกว่าสหรัฐฯ
คาดครึ่งปีหลังเป็นจังหวะของ “หุ้นตลาดเกิดใหม่”...แนะ ‘อินเดีย-อาเซียน’ น่าสนใจศก.ฟื้นตามศก.โลก
ขณะที่ “หุ้นประเทศตลาดเกิดใหม่” ในช่วงครึ่งปีแรกด้วยปัจจัยเสี่ยงอย่างการพุ่งขึ้นของเงินเฟ้อ ซึ่งมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ทั้งการเร่งการเปิดเศรษฐกิจหลังจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงักไปในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่รุนแรง, ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น, การชะงักงันของห่วงโซ่อุปทาน, การขาดแคลนแรงงานซึ่งนำมาซึ่งค่าจ้างแรงงานที่เพิ่มสูงขึ้น
แต่อย่างไรก็ดีช่วงครึ่งหลังการลงทุนในหุ้นกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่จะมีความน่าสนใจมากขึ้นจากปัจจัยเสี่ยงที่เริ่มผ่อนคลายลง นักลงทุนก็อาจจะใช้โอกาสนี้ที่จะเลือกลงทุนหุ้นในเป็นรายประเทศ อย่างใน “หุ้นอินเดีย” และ “หุ้นอาเซียน” ที่แนวโน้มเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
“ตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว ในปี65 หรือปีเสือยังถือเป็นหุ้นที่เป็นพระเอกสำหรับนักลงทุน ด้วยโอกาสการปรับตัวขึ้นของตลาดได้ดีกว่าตลาดเกิดใหม่ จึงทำให้การสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่าอย่างไม่น่าสงสัยแม้ว่าจะต้องเผชิญปัจจัยกดดันไปบ้างในช่วงครึ่งปีแรกก็ตาม”
