“กอง TISCODS” ฝ่าวิกฤติ COVID-19 ปี20...ด้วยผลตอบแทน 4.84%
“ตลาดหุ้นทั่วโลก” ในปี 64 ถือเป็นปีที่นักลงทุนหลายคน เริ่มเห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจแต่ละประเทศหลังจากมีการคลายล็อกดาวน์ประเทศ และการมาของวัคซีนต้านไวรัส COVID-19 ที่มีแผนจะนำออกมาใช้ได้ในกลางปีนี้
ซึ่งสำหรับประเทศที่พึ่งพิงการท่องเที่ยว อย่าง “ประเทศไทย” ก็ถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่ดี โดยผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ก็คาดการณ์ว่าน่าจะทำให้สถานการณ์ COVID-19 คลี่คลายลง และส่งผลให้ไทยเริ่มทยอยเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวได้อีกครั้ง
ใครหลายคนที่ยังมองหาโอกาสการลงทุนใน “ตลาดหุ้นไทย” อาจจะถือเป็นโอกาสอีกครั้งสำหรับนักลงทุนบางรายที่ยัง ‘ตกรถ’ ในรอบนี้
วันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงอยากถือโอกาสนำเสนอ “กองทุนรวมหุ้นไทย” จากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) ทิสโก้ ที่ได้รับการจัดอันดับจาก ‘มอร์นิ่งสตาร์ 5ดาว’ มาแชร์ให้แก่ผู้ที่สนใจและผู้อ่านกันในครั้งนี้
“กอง TISCODS” โชว์ผลตอบแทนตั้งแต่จัดตั้งกองทุน 4 ปีกว่า 4.45% ต่อปี ชนะดัชนีหุ้นไทย
การลงทุนใน “หุ้น” มีความผันผวนในระยะสั้นเป็นเรื่องธรรมชาติ โดยเฉพาะใน “ตลาดหุ้นไทย” ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศ ‘ตลาดเกิดใหม่’ ในแง่ของความผันผวนจึงสูงกว่าตลาดที่พัฒนาแล้ว ความผันผวนของตลาดในระดับ 20-25% ต่อปีนั้นถือเป็นเรื่องปกติ
“แต่ในระยะยาวแล้ว ผลตอบแทนจากการลงทุนใน ‘หุ้นไทย’ เองก็ยังคงเป็นทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าทางเลือกอื่นๆ โดยเปรียบเทียบ ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับการลงทุนในหุ้นทั่วโลกเช่นกัน”
ในปี20 ที่ผ่านมา ผลตอบแทนรวมตลาดหุ้นไทย (SET TRI) ติดลบ -5.24% ในขณะที่ “กองทุนเปิด ทิสโก้ ดิวิเดนด์ ซีเล็ค อิควิตี้ (TISCODS)” สามารถทำผลตอบแทนได้ 4.84% ชนะตลาดในช่วงเวลาเดียวกันเกือบ 10% เลยทีเดียว
สำหรับ ‘กองทุน TISCODS’ นั้นได้จดทะเบียนกองทุนขึ้นในวันที่ 30 กันยายน 2559 จนถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 13 มกราคม 2564) มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ 181,122,042 บาท มีหน่วยลงทุนอยู่ที่ 10.76 บาทต่อหน่วย และมีนโยบายการ ‘จ่ายปันผล’ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ซึ่งตั้งแต่จัดตั้งกองเคยปันผลไปทั้งหมด 2 ครั้ง รวม 2.05 บาทต่อหน่วย
“สำหรับตัวนโยบายการลงทุนของ ‘กอง TISCODS’ อย่างที่เราเกริ่นกันไว้ว่า กองทุนที่พูดถึงกันในครั้งนี้เป็นกองทุนรวมหุ้นไทยซึ่งแน่นอนตัวนโยบายก็คงเป็นการลงทุนในหุ้นไทยหรือบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยจัดอยู่ในกลุ่ม ‘กองหุ้นทั่วไป’ ที่มีความยืดหยุ่นในการลงทุนสามารถลงทุนในหุ้นได้แบบไม่มีข้อจำกัดในหุ้นทุกขนาด”
แต่คงไม่ใช่สำหรับทุกตัวที่ซื้อขายอยู่บนกระดานตลาดหลักทรัพย์ฯ โดย ‘กอง TISCODS’ จะคัดเลือกเฉพาะหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานของบริษัท ซึ่งเกณฑ์การพิจารณาจะประกอบไปด้วยการเติบโตของรายได้ที่สม่ำเสมอ ผลประกอบการที่ดีและสม่ำเสมอ กระแสเงินสดที่ต่อเนื่อง ระดับหนี้ที่ต่ำ และความสามารถในการแข่งขันที่สูง เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีเกณฑ์ที่พิจารณาการคัดเลือกเพิ่มเติม อย่างการจ่ายปันผล โดยบริษัทต้องมีประวัติการจ่ายเงินปันผลที่ดีและสม่ำเสมอ ซึ่งจะมีการพิจารณาเป็นพิเศษในกรณีที่บริษัทดังกล่าวมีการจ่ายเงินปันผลในอัตราที่สูงขึ้น เนื่องจากจะสะท้อนถึงผลประกอบการและรายได้ของบริษัทที่เติบโตมากขึ้น รวมไปถึง ‘แนวโน้มการจ่ายเงินปันผลในอนาคต’ โดยจะพิจารณาเลือกบริษัทที่มีแนวโน้มการจ่ายเงินปันผลที่คาดการณ์ในอนาคตสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมและตลาด
โดยข้อมูล ณ วันที่ 30 ธ.ค. 63 สัดส่วนการลงทุนเป็นรายอุตสาหกรรมของ ‘กอง TISCODS’ จะประกอบไปด้วย
-หุ้นกลุ่มธนาคาร 31.27%
-หุ้นกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค 27.42%
-หุ้นกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 12.88%
-หุ้นกลุ่มปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ 12.19%
-หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 7.96%
“ด้านผลการดำเนินงาน ‘กองทุน TISCODS’ (ณ วันที่ 30 ธ.ค. 63) มีผลตอบแทนนับตั้งแต่จัดตั้งกองทุน 4.45% ต่อปี ในขณะที่ดัชนีเทียบวัดอยู่ที่ 2.47% ต่อปี โดยจัดตั้งกองทุนเคยมีผลขาดทุนสูงสุดอยู่ที่ -43.18%”
โดยผู้ที่สนใจ ‘กองทุน TISCODS’ การซื้อของหน่วยลงทุนนั้น มีมูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไปอยู่ที่ 1,000 บาท ส่วนมูลค่าขั้นต่ำการขายคืนนั้นไม่มีข้อกำหนด โดยระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน ภายใน 5วันทำการ นับจากวันคำนวณ NAV (T+5)
ส่วนช่องทางการซื้อขายสามารถทำได้ผ่าน ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) และผู้สนับสนุนการขายหรือรับซื้อคืนเพิ่มเติมได้ที่หนังสือชี้ชวนส่วนข้อมูลกองทุนรวม
“สำหรับนักลงทุนหรือผู้ที่สนใจจะลงทุนใน ‘หุ้นไทย’ แต่ยังลังเลว่าจะลงทุนหุ้นรายตัวอะไรบ้าง กองทุน TISCODS ที่มีนโยบายการลงทุนในหุ้นไทย ‘พื้นฐานดี’ และมีการ ‘จ่ายปันผล’ สม่ำเสมอ ก็ถือว่าน่าสนใจไม่น้อย ด้วยตัวนโยบายเอง ที่ทำให้นักลงทุนมีรายได้ที่สม่ำเสมอแล้ว ยังไม่ต้องมานั่งกังวลและเสียเวลาวิเคราะห์หุ้นรายตัวอีกด้วย”
