จังหวะ “ปรับพอร์ตหุ้น”...เหตุรับข่าวร้ายไปมากแล้ว-ความเสี่ยงขาลงจำกัด !!!
Fun of Funds: ภาพการลงทุนในแต่ละปีมักจะมีความแตกต่างกันออกไปด้วย ตามปัจจัยที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็น “ด้านดี” และ “ด้านไม่ดี” จึงเป็นสิ่งที่นักลงทุนจะต้อง “ปรับพอร์ต” การลงทุนเพื่อให้เท่าทันกับสถานการณ์
ไม่เว้นในปี 65 หรือปีที่หลายๆ คนขนานนามว่าเป็น “ปีพยัคฆ์ดุ” เพราะด้วยนโยบายการเงินของสหรัฐที่เริ่มเข้มงวดมากขึ้นและความขัดแย้งของรัสเซียกับยูเครน
ที่ผลักให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งหลายโดยเฉพาะ “น้ำมัน” ถีบตัวขึ้นสูงจนทั่วโลกเป็นห่วงถึงผลกระทบที่จะตามมาต่อเศรษฐกิจโลกในอนาคต
ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงมีมุมมองการลงทุนในปี 65 จาก “บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด” มาฝากแก่ผู้อ่านและผู้ที่สนใจกันในครั้งนี้
“ศก.ประเทศพัฒนา” แล้วมีสัญญาณชะลอตัว...“IMF” หั่น GDP โลกปี65 เหลือ 4.4%
โดย “ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์” นักกลยุทธ์การลงทุน บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) ได้ให้มุมมองว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในไตรมาส 4 ที่ผ่านมายังคงฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง แต่เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลงโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐที่เศรษฐกิจเข้าสู่วัฏจักรระยะกลาง (Mid Cycle) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
รวมถึงภาคการผลิตที่เกิดปัญหาห่วงโซ่อุปทานเกิดภาวะชะงักงัน (Supply Chain Disruption) จนทำให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นสูงขึ้นและกดดันให้ธนาคารกลางจำเป็นต้องใช้มาตรการทางการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น

(ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์)
“นอกจากนี้การแพร่ระบาดของโอไมครอนในช่วงปลายปีได้สร้างความกังวลและทำให้หลายประเทศจำเป็นต้องกลับไปใช้มาตรการที่เข้มงวดและปิดประเทศอีกครั้ง”
ด้วยตัวเลขการเติบโตเศรษฐกิจ GDP ทั่วโลกในปีที่ผ่านมาที่สามารถปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.9% ในปี 65 จึงมีการปรับคาดการณ์ตัวเลขจากเดิมที่จะเติบโต 4.9% ในการประเมินช่วงเดือนตุลาคม ลงสู่ระดับ 4.4% (ที่มา : World Economic Outlook Jan 2022)
ปีเสือดุ ยังมี 4 “ปัจจัยเสี่ยง” ที่ต้องจับตาใกล้ชิด
สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในระยะข้างหน้า ได้แก่ การเร่งตัวขึ้นของเงินเฟ้อและอยู่ในระดับสูง (Cost-Push Inflation) จากแรงกดดันจากปัญหาห่วงโซ่อุปทานเกิดสภาวะชะงักงัน (Supply Chain Disruption) ซึ่งจะส่งผลต่อการดำเนินนโยบายการเงินที่ต้องสอดคล้องการดำเนินนโยบายทางการคลังเพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
“นอกจากนี้การแพร่ระบาดของ COVID-19 กลายพันธุ์อย่าง Omicron Variant รวมถึงในอนาคตที่อาจจะมีการกลายพันธุ์ใหม่ๆ จนเป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล ยังคงต้องติดตามต่อเนื่อง ในส่วนของปัจจัยด้านการเมืองต้องติดตาม ผลกระทบจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ที่มีโอกาสจะลากยาวไปในระยะเวลาหนึ่ง”
รวมถึง การเลือกตั้ง Mid Term Election ของสหรัฐฯ ในช่วงปลายปี 65 ซึ่งมีความเสี่ยงที่พรรค Democrats จะเสียเสียงข้างมากในสภาให้กับพรรค Republicans ในการเลือกตั้ง ก็มีโอกาสที่อาจทำให้การผ่านร่างนโยบายที่สำคัญในอนาคตทำได้ยากขึ้นกว่าเดิม

“หุ้น” ยังเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจกว่า “ตราสารหนี้”...แม้ในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น-เงินเฟ้อสูง
แต่อย่างไรก็ดีเชื่อว่าการลงทุนใน “หุ้น” ยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ แม้ว่าทิศทางการดำเนินนโยบายทางการเงินของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักมีแนวโน้มเข้มงวดขึ้น อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มสูงขึ้น แต่ปัจจัยเงินเฟ้อที่เร่งตัวสูงทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงอยู่ในระดับต่ำมาก ความน่าสนใจของการลงทุนในหุ้นเมื่อเทียบกับ “ตราสารหนี้” แล้วจึงมีมากกว่า
“รวมถึงการลงทุนในหุ้นยังสามารถส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปในรูปแบบของราคาสินค้าหรือบริการที่สูงขึ้นได้บางส่วนทำให้การลงทุนในหุ้นสามารถป้องกันความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อได้ด้วยเช่นกัน (Inflation Hedged) ประกอบกับ ณ ปัจจุบันตลาดได้รับรู้ (Priced-In) ความเสี่ยงจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปมากกว่า 4-5 ครั้งแล้ว”
สะท้อนว่าโอกาสการปรับตัวลงเริ่มน้อยแต่คงเหลือประเด็นสำคัญอย่างการทำ “Quantitative Tightening” อย่างการลด Balance Sheet ที่ยังขาดความชัดเจนซึ่งอาจจะทำให้ตลาดมีการปรับฐานได้อีกครั้งจนกว่าจะมีความชัดเจนขึ้นในการประชุม FOMC ในวันที่ 15-16 มีนาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งคาดว่าจะปรับ 5 ครั้งในปีนี้
แนะ “จัดสรรเงินลงทุน” ในหุ้นอย่างเหมาะสม...พร้อมชู “5 กองเด่น” ทยอยเก็บเมื่อตลาดย่อ
สำหรับคำแนะนำในการจัดสรรเงินลงทุน นักลงทุนควรให้น้ำหนักการลงทุน “มากกว่าตลาด (Overweight)” ไปภายใต้ธีมปฏิวัติอุตสาหกรรม, การเงินไร้ตัวกลางและป้องกันภัย Cyber หรือจะให้น้ำหนักการลงทุน “ตามตลาด” อย่าง สะสมการลงทุนในตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว, หุ้นบริษัทขนาดใหญ่และหุ้นมูลค่า (Value) หรือจะลงทุน “เท่าตลาด (Neutral)” ในหุ้นสหรัฐฯ, หุ้นบริษัทขนาดเล็กและหุ้นกลุ่มธนาคาร

(รัชดา ตั้งหะรัฐ)
ด้าน “รัชดา ตั้งหะรัฐ” กรรมการผู้จัดการอาวุโส สายพัฒนาธุรกิจ บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า จากภาพรวมดังกล่าวแนะนำให้นักลงทุนอาศัยจังหวะที่มีการปรับฐานทยอยเข้าสะสมการลงทุนใน 5 กองทุน ดังนี้
1) การลงทุนในประเทศจีนที่ราคาหุ้นในปัจจุบันได้ซึมซับกับข่าวด้านลบในช่วงที่ผ่านมา และปัจจุบันเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงแนวนโยบายจากภาครัฐที่สนับสนุนตลาดมากขึ้นและคาดว่าตลาดจีนจะมีบรรยากาศการลงทุนที่ดีขึ้นในปี 2022 แนะนำลงทุนใน กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ออล ไชน่า อิควิตี้ ฟันด์ - หน่วยลงทุนชนิดเพื่อผู้ลงทุนทั่วไป (UCHINA) และ กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ไชน่า เอ แชร์ อินโนเวชั่น ฟันด์ - หน่วยลงทุนชนิดเพื่อผู้ลงทุนทั่วไป (UCI)
2) สำหรับนักลงทุนที่มีเป้าหมายการลงทุนในระยะกลาง-ยาว แนะนำอาศัยจังหวะที่มีการปรับฐานแรงทยอยสะสมการลงทุนในหุ้นกลุ่มที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงและเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผ่านกองทุนเปิด ยูไนเต็ด อิควิตี้ ซัสเทนเนเบิล โกลบอล ฟันด์ (UESG), กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ซัสเทนเนเบิล อิควิตี้ โซลูชั่น ฟันด์ - หน่วยลงทุนชนิดเพื่อผู้ถือหน่วยลงทุนทั่วไป (USUS) ที่ลงทุนในธีมที่เกี่ยวข้องกับแนวคิด ESG รวมถึง กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล อินโนเวชั่น ฟันด์ (UNI) ที่เน้นการลงทุนในหุ้นที่เป็นนวัตกรรม
“อาจจะมีนักลงทุนหลายคนที่ยังสับสนอยู่บ้างว่า ‘การจะปรับพอร์ตลงทุน’ ให้เท่าทันกับสถานการณ์ จะต้องลงทุนอย่างไรหรือปรับอะไรบ้าง ซึ่ง ‘หุ้น’ ก็ยังเป็นสิ่งที่น่าสนใจที่สุดในตลาดเพียงแต่ว่าจะต้องปรับน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นแต่ละประเทศให้มีความเหมาะสมมากขึ้น”
