“จีน-นอร์ทเอเชีย-เซาท์อีสต์เอเชีย” 3 ประสานหุ้นเอเชีย...โดดเด่นสวนทาง ‘ตลาดพัฒนาแล้ว’ !!!
Fun of Funds: ปัจจุบันภาพเศรษฐกิจและการลงทุนใน “ตลาดโลก” มีความแปลกแยกเป็นจักรวาลย่อยของตัวเองมากยิ่งขึ้น มีเรื่องราวจำเพาะตัวของตัวเองซึ่งเต็มไปด้วย “ความเสี่ยง” และ “โอกาส” ที่มาคู่กันไป
ในช่วงที่ฝั่งของ “ตลาดพัฒนาแล้ว” เกิดปัจจัยกดดันในหลายๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นจากตัวเลขเงินเฟ้อที่เร่งตัวจากเศรษฐกิจฟื้นตัว จน “ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)” เริ่มปรับขึ้นนโยบายอัตราดอกเบี้ยขึ้นแล้วและส่งสัญญาณปรับขึ้นต่อเนื่องอีก 6 ครั้งในปีนี้
หรือทาง “ฝั่งยุโรป” เอง ที่ได้เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศของรัสเซียและยูเครนที่ยืดเยื้อจนเกิดเป็นสงครามและทำให้เกิดเป็นปัญหาความขาดแคลนด้านพลังงานที่อาจจะกระทบเศรษฐกิจและบรรยากาศการลงทุนไป
จึงมีนักลงทุนหลายคนคิดว่า โอกาสในการลงทุนในตอนนี้จะสามารถหาผลตอบแทนจากตลาดหุ้นในภูมิภาคหรือประเทศไหนได้บ้าง?
ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงมีมุมมองการลงทุนที่น่าสนใจใน “ตลาดหุ้นเอเชีย” จากผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนมาฝากผู้อ่านและผู้ที่สนใจกันในครั้งนี้
“หุ้นเอเชีย” น่าสนใจ...วงจรเศรษฐกิจอยู่ใน ‘ช่วงฟื้นตัว’-ต่างกับกลุ่มตลาดพัฒนาแล้ว
โดย “ดร.สมชัย อมรธรรม” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน และลูกค้าสัมพันธ์ บลจ.กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้ให้มุมมองว่า “ตลาดหุ้นเอเชีย” ถือเป็นตลาดที่มีความสนใจในช่วงที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับตัวเลขเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นและอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ยุโรปยังต้องเจอปัจจัยกดดันจากสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน
(ดร.สมชัย อมรธรรม)
“ซึ่งอยากจะให้เจาะเป็นรายตลาด ถ้าดูจากแนวโน้มปัจจัยพื้นฐานต่างๆ ก็คงต้องยอมรับว่าตั้งแต่ตลาด ‘หุ้นจีน’ ไปจนถึงตลาดรอบข้างอย่างตลาด ‘นอร์ทเอเชีย’ และ ‘เซาท์อีสต์เอเชีย’ มีความน่าสนใจด้วยกันทั้งหมดโดยเฉพาะในปีนี้ เนื่องจากวัฏจักร (cycle) ต่างๆ มีความแตกต่างหรืออยู่คนขั้วกับตลาดหุ้นฝั่งพัฒนาแล้ว”
อย่าง “จีน” เป็นประเทศแรกที่เศรษฐกิจฟื้นตัวจากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 และยังเป็นประเทศที่ได้รับผลจาก COVID-19 หลังจากถอนมาตรการช่วยเหลือ ซึ่งในปีนี้ยังมีเรื่องผลกระทบจากนโยบายความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน หรือ Common Prosperity ของภาครัฐ ที่ทำให้ตลาดปรับตัวลดลงแรงอย่างต่อเนื่อง
คาด “หุ้นจีน” จะฟื้นตัวเป็นตลาดแรก...หลังรัฐพร้อมผ่อนปรนนโยบายหนุนตลาดทุน
ซึ่งในฝั่งของ “ตลาดหุ้นยุโรป” และ “สหรัฐฯ” เราก็เชื่อว่าจะเริ่มเข้าสู่ช่วงที่ตลาดหุ้นปรับตัวลดลง ด้วยปัจจัยอย่างธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับขึ้นดอกเบี้ย โดยตลาด Nasdaq และ S&P 500 ปีนี้ก็ปรับตัวลดลงมากกว่า 20% ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงเฉกเช่นกับตลาดหุ้นจีน จึงคาดว่าต่อจากนี้ “ตลาดหุ้นจีน” จะกลับมาผ่อนปรนและกลับมาฟื้นตัวเป็นตลาดแรก
ส่วน “ตลาดเซาท์อีสต์เอเชีย” เป็นตลาดในอีกรูปแบบหนึ่งกับตลาดหุ้นจีน สหรัฐฯ และยุโรป โดยเป็นตลาดที่กำลังเข้าสู่ขาขึ้นจากการฟื้นตัวขาแรกของสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 รวมไปถึงการได้รับประโยชน์จาก ‘ธีมการเปิดเมือง’ ของแต่ละประเทศที่เริ่มกลับมาได้สู่ภาวะปกติ
“ตลาดหุ้นเอเชียยังอยู่คนละวัฏจักรกับตลาดหุ้นอื่นๆ ด้วยภาพของเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวจากการเปิดตัวซึ่งตัวเลขผู้ติดเชื้อต่อวันที่ระดับ 2-3 หมื่นรายต่อวันก็ไม่น่ากังวลมากนักเพราะนักลงทุนเองก็เริ่มยอมรับและไม่ได้ตื่นตระหนกเหมือนในช่วงแรกมากนักจึงทำให้เรามีมุมมองเชิงบวกในภาพของเอเชียทั้งตลาดนอร์ทเอเชียและเซาท์อีสต์เอเชีย” ดร.สมชัย กล่าวเพิ่มเติม

“นอร์ทเอเชีย & เซาท์อีสต์เอเชีย” มีแนวโน้มเชิงบวก...อีกทางเลือกที่น่าสนใจ
สำหรับคำแนะนำการลงทุน นักลงทุนก็อาจจะกระจายการลงทุนในหลากหลายประเทศทั่วเอเชียเพื่อปิดความเสี่ยง หรือหากมีความรู้และความเข้าใจในตลาดหุ้นรายประเทศก็สามารถคัดเลือกการลงทุนเป็นรายประเทศเพื่อโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น
“ซึ่งเพื่อความได้เปรียบในการลงทุนตลาดหุ้นเอเชียที่มี ‘จีน’ เป็นผู้นำในด้านการผลิตและส่งออก ฝั่ง ‘นอร์ทเอเชีย’ ก็จะมีไต้หวันและเกาหลีที่ผลิตเกี่ยวกับเทคโนโลยีและชิป ฝั่ง ‘เซาท์อีสต์’ ที่มีความโดดเด่นในด้านสินค้าโภคภัณฑ์และการท่องเที่ยว นักลงทุนก็อาจจะต้องดูธีมที่เกี่ยวข้องก่อนจะตัดสินใจการลงทุน”
สำหรับฝั่ง “นอร์ทเอเชีย” ก็จะมีไต้หวันและเกาหลีที่ผลิตเกี่ยวกับเทคโนโลยีและชิป ในระยะยาวก็ยังคงเติบโตได้ดีเพียงแต่ในช่วงที่ผ่านมาได้รับประโยชน์จากสภาพคล่องที่สูง ดอกเบี้ยต่ำ และ QE จึงทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างสูงและแพง ในปีนี้จึงมีแรงขายเพื่อทำกำไร
ส่วนฝั่ง “เซาท์อีสต์เอเชีย” ที่มีความโดดเด่นในด้านการท่องเที่ยวที่จะได้รับประโยชน์จากธีมการเปิดเมือง ในปัจจุบันก็อาจจจะยังไม่เห็นจำนวนนักท่องเที่ยวมากนัก ด้วยนโยบาย COVID-19 ซีโร่ของจีน และนักท่องเที่ยวจากยุโรปที่ยังกังวลเกี่ยวกับสงคราม ซึ่งหากปัจจัยดังกล่าวเริ่มคลี่คลาย ตลาดฝั่งเซาท์อีสต์ในช่วงกลางปีก็จะเริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้น
“ในยามที่ตลาดหุ้นขนาดใหญ่อย่างสหรัฐฯ และยุโรปต้องเผชิญกับปัจจัยกดดันจากดอกเบี้ยขาขึ้นและผลกระทบจากสงครามนั้น ‘ตลาดหุ้นเอเชีย’ ก็ถือเป็นที่หลบภัยที่ให้นักลงทุนเข้ามาหาโอกาสในการสร้างผลตอบแทนได้เป็นอย่างดี”
