“หุ้นเทคฯ & ธุรกิจแห่งอนาคต” รอจังหวะฟื้นกลับ...หลังหา “จุดจบ-ดอกเบี้ย” เจอ !!!
Fun of Funds: ด้วยปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศหรือ “ปัญหาโลกร้อน” ในปัจจุบัน ได้เกิดแรงกระเพื่อมให้ทั่วโลกหันมาได้ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาและหาแนวทางแก้ไขอย่างจริงจัง
ซึ่งในหนึ่งแนวทางการแก้ปัญหาที่เริ่มออกมาให้เราเห็นอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว คือ การใช้ “รถยนต์ไฟฟ้า (EV)” ที่ผลักดันเอามาใช้ในหลากหลายประเทศเพื่อทดแทนการใช้งานรถยนต์สันดาป มีการผลิตออกมาในเชิงพาณิชย์ในราคาที่แข่งขันและจับต้องได้จริง ไม่ไกลเกินเอื้อมแกต่อไป
แต่สิ่งหนึ่งที่นักลงทุนยังตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับธีมดังกล่าว คือการที่ใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าจะสามารถเข้าทดแทนรถยนต์แบบเดิมได้รวดเร็วและยั่งยืนเพียงใด พร้อมกับจะเป็นตัวช่วยในการสร้างโอกาสของผลตอบแทนในอนาคตได้หรือไม่
ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงได้เตรียมมุมมองการลงทุนจากผู้เชี่ยวชาญในสายงานกองทุนรวมที่มีต่อธีมดังกล่าว มาฝากให้แก่ผู้อ่านและผู้ที่สนใจกันในครั้งนี้
ชูธีม “EV” แนวโน้มโตดีระยะยาว...แต่ ‘ความไม่แน่นอน’ ของทิศทางดอกเบี้ย-ทำนักลงทุนไม่กล้าลงทุน
โดย “ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันธ์” นักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด ได้ให้มุมมองมองว่า “ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และแบตเตอรี่” เป็นเทรนด์การลงทุนในอนาคตที่มีความน่าสนใจด้วยความต้องการใช้รถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ที่แนวโน้มมีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่ในปัจจุบันธุรกิจดังกล่าวยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น
แต่คำถามสำคัญที่นักลงทุนยังตั้งข้อสงสัยอย่าง ช่วงเวลาที่จะเหมาะสมในการลงทุนธุรกิจเทคโนโลยีที่มีการเติบโตหรือธุรกิจแห่งอนาคตโดยเฉพาะในปัจจุบันที่อยู่ภายใต้สถานการณ์ตัวเลขเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นที่เป็นกดดันให้ราคาหุ้นของกลุ่มดังกล่าวจนเกิดการปรับตัวลดลงค่อนข้างแรง

(ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันธ์)
“จึงอยากให้นักลงทุนติดตามภาพของนโยบายการเงินและเศรษฐกิจในช่วงต่อจากนี้ว่าจะเป็นเช่นไร โดยเริ่มที่นโยบายการเงินที่ใกล้ที่สุดอย่างการปรับอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นจะส่งผลกระทบต่อตลาดทุนมากน้อยเพียงใด ซึ่งแน่นอนผลกระทบดังกล่าวจะส่งผลต่อตลาดให้เกิดการปรับฐานลงมาในระยะสั้น”
อย่างไรก็ดีจำนวนครั้งที่จะปรับขึ้นนโยบายอัตราดอกเบี้ยไม่ว่าจะเป็น 1 ครั้งไปจนถึง 10 ครั้งไม่ได้มีนัยสำคัญ เพราะตราบใดที่นโยบายการเงินยัง “ไม่มีความแน่นอน” หรือ “ยังไม่เจอจุดจบ” ของสถานการณ์ดังกล่าวนักลงทุนก็ยังไม่มีความกล้าที่จะลงทุน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมอง “หาจุดจบให้เจอ”
ความกังวล “เงินเฟ้อ” และ “ทิศทางดอกเบี้ย”...ยังกดดัน “หุ้นเทคฯ” & “หุ้นเทรนด์แห่งอนาคต”
ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่สัญญาณของ “อัตราผลตอบแทน” สูงกว่า “ความคาดหวังของเงินเฟ้อ” ก็เชื่อว่าเป็นสัญญาณจากธนาคารที่สามารถควบคุมเงินเฟ้อได้
สำหรับตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อในอนาคตอยู่ที่ 2.4% แต่อัตราดอกเบี้ยในระยะยาวอยู่ที่ 2% หาก “ธนาคารกลางสหรัฐฯ” มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยขึ้นอีก 50 bps และอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้สหรัฐฯ 10 ปี ขึ้นตาม จนทำให้นักลงทุนคลายความกังวลในการลงทุนและทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัว หรือปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยขึ้นอีก 50 bps จนทำให้ตัวเลขเงินเฟ้อปรับตัวลดลงได้
“หากภาพต่างๆ คลี่คลาย เราก็เชื่อว่าโอกาสการลงทุน ‘ธุรกิจเทคโนโลยี’ และ ‘ธุรกิจที่เป็นเทรนด์ในอนาคต’ กลับเข้ามาสดใสได้ แต่ในตอนนี้ให้การลงทุนในสินทรัพย์ที่มีประสิทธิภาพที่ดีแค่ไหน ด้วยภาพการลงทุนที่นักลงทุนยังมองว่าตัวเลขของเงินเฟ้อเป็นปัญหาที่สร้างความกังวลให้แก่ภาพการลงทุน” ดร.จิติพล กล่าวเพิ่มเติม

แนะ “รอจังหวะ” ดูผลกระทบดอกเบี้ยขาขึ้น...จะดึงศก.สหรัฐสู่ “ภาวะถดถอย” หรือไม่
ส่วนภาพของเศรษฐกิจที่นักลงทุนต้องติดตาม นโยบายการปรับขึ้นดอกเบี้ยในครั้งนี้จะต้องไม่มีความรุนแรงจนเกิดเป็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจให้เกิดภาวะถดถอย ซึ่งก็มีนักลงทุนหลายคนที่เริ่มเกิดความกังวลกับปัจจัยถึงแม้ว่าในช่วง 2 ปี ที่ผ่านเศรษฐกิจจะมีเติบโตแต่อยู่ภายใต้แรงผลักดันจากนโยบายการคลังเป็นส่วนใหญ่
ทำให้นักลงทุนอาจจะต้อง “ระมัดระวัง” นโยบายทางการเงินในปัจจุบันที่เป็นตัวเคาท์เตอร์เข้ามาในช่วงที่เศรษฐกิจของสหรัฐฯ ขาดการสนับสนุนจากนโยบายการคลังด้วย ภายใต้ปัญหาด้านการเมืองของประเทศสหรัฐฯ ซึ่งอาจทำให้ภาพของตลาดในช่วง 1 ปีข้างหน้าสู่วิกฤตจากภาวะ “เศรษฐกิจถดถอย”
โดยอยากให้นักลงทุน “รอจังหวะ” หรือทำความเข้าใจถึงนโยบายการปรับอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นในครั้งนี้ว่าจะผลกระทบมากน้อยเพียงใด เพื่อให้มีความกล้าในการตัดสินใจลงทุน ภายใต้การรับความเสี่ยงในระยะสั้นเทียบกับโอกาสการลงทุนธุรกิจเทคโนโลยีและธุรกิจในอนาคต
“ในช่วงที่ผ่านมา ‘ตลาดหุ้น’ ได้รับแรงกดดันจากตัวเลขเงินเฟ้อและนโยบายอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น แต่หุ้นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็ไม่พ้น ‘หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี’ และ ‘ธุรกิจแห่งอนาคต’ ที่ราคาปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างสูง ซึ่งถึงแม้ว่าจะเกิดแรงขายออกแต่ความน่าสนใจของกลุ่มดังกล่าวไม่ได้ลดน้อยถอยลง จึงเป็นจังหวะที่ดีในการที่นักลงทุนจะหาจังหวะเข้าลงทุน”
