เฟ้นหุ้น 3 ธีมเด็ดทั่วโลก-ฝ่า “มรสุมสงคราม” แบบปลอดภัยไปกับ...“SCBPGF” !!!
กองทุนติดดาว: กองทุนที่ได้เรทติ้ง “Morningstar 5 ดาว” จัดเป็นกองทุนหัวกะทิที่มี ‘ผลตอบแทนปรับด้วยความเสี่ยง (Risk-adjusted returns)’ ดีสุด 10% แรกของกลุ่ม ตามสูตรลับเฉพาะของคนกลางอย่าง “Morningstar” นั่นเอง
ครั้งนี้จะพามารู้จักกับกองทุนในกลุ่ม “กองทุนหุ้นโลก (Global Equity)” ที่มีกระบวนการลงทุนที่แตกต่างอย่างโดดเด่นชัดเจน จนทำผลตอบแทนย้อนหลัง 5 ปี (ณ วันที่ 21 มี.ค. 22) ได้ 13.34% ต่อปี ซึ่งถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียว
ด้วยการโฟกัสใน “หุ้นใหญ่” ในตลาดพัฒนาแล้ว ที่อยู่ใน 3 ธีมเด่น จาก 9 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักของโลก โดยจะมีการ “ปรับพอร์ตทุก 3 เดือน” เพื่อให้ได้ 3 ธีมการลงทุนที่ใหม่และสดอยู่เสมอๆ
ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงอยากขอนำเสนอกองทุนรวมที่น่าสนใจโดยมีการคัดสรรหุ้นที่เกี่ยวข้องกับธีมการลงทุนที่น่าสนใจจากทั่วโลกมาแชร์ให้แก่ผู้อ่านและผู้ที่สนใจ
โอกาสที่ดีกว่า...กระจายการลงทุนใน ‘ธีมเด่นในตลาดโลก’
เคล็ดลับการกระจายการลงทุนยังถือเป็นหัวใจสำคัญในการลงทุน เมื่อจะออกไปลงทุนในต่างประเทศ สำหรับนักลงทุนส่วนใหญ่อาจไม่รู้ว่าจะไปลงทุนในภูมิภาคไหน หรือธีมอะไรดี...ก็ถือเป็นปัญหาที่น่าปวดหัวอยู่เช่นกัน
ทางเลือกที่ง่ายสุด ก็คือ ลงทุนผ่านกลุ่ม “กองทุนหุ้นโลก” ที่มีการกระจายการลงทุนไปทั่วโลกนั่นเอง !!!
โดยเฉพาะปัจจุบันที่แต่ละภูมิภาค แต่ละประเทศ เริ่มแยกเป็นจักรวาลย่อยที่แตกต่างไปของตัวเอง ไม่ได้เดินไปในเส้นทางเดียวเหมือนกันหมดทั้งโลก การ “มองหาโอกาสการลงทุน” ยิ่งสำคัญ
วิกฤติ COVID-19 ดูเริ่มจะเอาอยู่ หลายประเทศเริ่มมีการ “เปิดเมือง-เปิดประเทศ” หนุนให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งภาคการบริโภคก็เริ่มส่งสัญญาณการฟื้นตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ถึงแม้ว่าจะมีตัวเลขผู้ติดเชื้อจากการแพร่ระบาด COVID-19 รายวันที่ยังเพิ่มขึ้นอยู่ก็ตาม
ในขณะที่บางประเทศก็ยังคงคุมเข้มและสกัด COVID-19 อย่างเข้มงวด...
แม้ในสถานการณ์ภายใต้ที่ประเทศมหาอำนาจอย่าง “สหรัฐฯ” และ “ยุโรป” ต้องเจอกับปัจจัยกดดันอย่างภาวะอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นและสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน ก็ยังคงมีโอกาสในการลงทุนอยู่เช่นกัน
“การกระจายการลงทุนไปไม่เฉพาะในหลากหลายประเทศ แต่ยังโฟกัสในกลุ่มอุตสาหกรรมดาวเด่นไปพร้อมๆ กันด้วยได้ จึงถือเป็นอีกหนึ่งการกระจายการลงทุนที่น่าสนใจในชั่วโมงนี้เลยทีเดียว”

“SCBPGF” - กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ แพลทตินัมโกลบอล ฟันด์ ชนิดสะสมมูลค่า
โดยมีชื่อว่า “กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ แพลทตินัมโกลบอล ฟันด์ ชนิดสะสมมูลค่า” หรือ “SCBPGF” ที่เป็นหนึ่งในกองทุนภายใต้การบริหารจัดการของ ‘บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนไทยพาณิชย์ จำกัด’ จนมีผลการดำเนินงานเป็นที่เข้าตาอย่างมอร์นิ่งสตาร์และได้รับการจัดอันดับ “มอร์นิ่งสตาร์ 5 ดาว” (ข้อมูล ณ วันที่ 28 ก.พ. 22)
สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับกองทุน SCBPGF กองทุนรวมฟีดเดอร์ (Feeder Fund) ที่เน้นลงทุนในหุ้นต่างประเทศ โดยได้จดทะเบียนกองทุนหรือจัดตั้งขึ้นมาในวันที่ 4 กันยายน 2549 จนถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 21 มีนาคม 2565) มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 1,075,696,111 บาท และมีมูลค่าหน่วยลงทุนอยู่ที่ 22.80 บาทต่อหน่วย
“ซึ่งในแง่ของการลงทุนของกองนั้น จะลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศ ‘DWS Invest CROCI Sectors Plus’ ใน ‘Share Class FCH (P)’ เป็นกองทุกหลักเพียงกองเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ณ วันที่ 28 ก.พ. 22 กองทุนมีการลงทุนในกองทุนหลักอยู่ 96.33% ทั้งนี้ก็เพื่อให้สามารถแทรคผลตอบแทนของกองทุนหลักให้ได้ใกล้เคียงที่สุดนั่นเอง”
พอร์ตสไตล์ “หุ้นใหญ่” เน้น ‘หุ้นคุณค่า’...โชว์ผลตอบแทนตั้งแต่ตั้งกองทุนกว่า 16 ปี 5.08% ต่อปี
สำหรับกองทุนหลักมี “จุดเด่น” จากนโยบายลงทุนใน “หุ้นขนาดใหญ่” ของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วด้วยกระบวนการคัดเลือกหุ้นของ “CROCI” โดยจะคัดเลือก 3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีค่าเฉลี่ยของ CROCI Economic P/E ต่ำที่สุด จาก 9 กลุ่มอุตสาหกรรม และเลือกลงทุนในหุ้นที่มี CROCI Economic P/E ต่ำที่สุดจาก 3 กลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าว โดยจะมีการปรับพอร์ตทุก 3 เดือน
“โดย 9 กลุ่มอุตสาหกรรมที่อยู่ในกรอบการลงทุนได้แก่ Consumer Discretionary, Consumer Staples, Health Care, Information Technology, Industrials, Materials, Telecom Services, Utilities และ Energy (Equity Fund) โดยกองทุนมี net exposure เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน”
ซึ่ง 3 อันดับอุตสาหกรรมที่กองทุนได้ให้น้ำหนักการลงทุน (ณ วันที่ 31 ก.พ. 22) ประกอบไปด้วย
-พลังงาน 33.57%
-สาธารณูปโภค 33.58%
-เฮลธ์แคร์ 32.85%
“โดยสไตล์ของหุ้น ‘SCBPGF” นั้น จะเป็น “หุ้นขนาดใหญ่” ที่เป็น “หุ้นคุณค่า” เป็นสำคัญ ตามภาพสะท้อนของกองทุนหลัก ที่มี 5 อันดับหุ้นที่ลงทุนมากสุด ได้แก่ Occidental Petroleum Corp (Energy) 3.90%, RWE AG (Utilities) 3.80%, Pioneer Natural Resources Co (Energy) 3.80%, Equinor ASA (Energy) 3.70% และ Tokyo Gas Co Ltd (Utilities) 3.60%”

ในแง่ของผลการดำเนินงานกองทุน ‘SCBPGF’ ในระยะยาวถือเป็นอีกหนึ่งกองที่สามารถทำได้อย่างดีโดยข้อมูลตั้งแต่จัดตั้งกอง (ข้อมูล ณ วันที่ 28 ก.พ. 22) มีผลการดำเนินงานเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 5.08% ต่อปี (ดัชนีชี้วัด 7.49% ต่อปี) ส่วนความผันผวนของผลการดำเนินงานที่เฉลี่ยอยู่ 19.83% ต่อปี (ดัชนีชี้วัด 17.42% ต่อปี) อย่างไรก็ดีตั้งแต่จัดตั้งกองเคยมีผลขาดทุนสูงสุดอยู่ที่ -35.07%
ลงทุนขั้นต่ำครั้งแรก 1,000 บาท และครั้งถัดไป 1,000 บาท
โดยนักลงทุนหรือผู้อ่านที่สนใจอยากจะลงทุนในกองดังกล่าว ด้วยเงื่อนไขการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไปอยู่ที่อยู่ที่ 1,000 บาทส่วนการขายคืนขั้นต่ำและยอดคงเหลือก็จะอยู่ที่ 1,000 บาทเช่นเดียวกัน โดยเงื่อนไขการได้รับเงินค่าขายคืนอยู่ที่ 5 วันทำการนับจากวันคำนวณ NAV (T+5)
สำหรับรายละเอียดการซื้อขายในปัจจุบันจะสามารถทำได้ทั้งผ่านช่องทางออฟไลน์อย่าง ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จํากัด หรือผู้สนับสนุนการขายหรือรับซื้อคืนที่บริษัทแต่งตั้งขึ้นและยังมีช่องทางออนไลน์ที่สามารถทำได้ผ่านแอพพลิเคชั่น SCB EASY
“อย่าวางไข่...ไว้ในตะกร้าใบเดียว ยังคงเป็นแนวคิดที่ใช้ได้ดีแม้ในยามสถานกรณ์ปัจจุบัน จะดีแค่ไหน...ถ้าได้กระจายการลงทุนไปทั่วโลก และไปในธีมการลงทุนที่ได้คัดสรรมาแล้วว่ามีความโดดเด่นในขณะนั้นๆ 3 ธีมเด่น จาก 9 อุตสาหกรรมหลักที่น่าสนใจทั่วโลก”
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
