“หุ้นเวียดนาม” ยังเนื้อหอม...“4 บลจ.” ไม่พลาด-ขอ ‘ตั้งกองทุน’ ร่วมวงด้วย !!!
Fun of Funds: “ตลาดหุ้นเวียดนาม” เป็นตลาดในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่มีการปรับขึ้นสูงได้อย่างโดดเด่นด้วยตัวเลข ‘ดัชนี VNI’ ย้อนหลัง 1 ปีที่เพิ่มขึ้น 27.62% เป็นอีกหนึ่งตลาดหุ้นที่มีผลตอบแทนดีอันดับต้นๆ ของโลกในช่วงที่ผ่านมา
แต่ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาสัญญาณความเคลื่อนไหวของตลาด ก็มีความแกว่งตัวมากขึ้นด้วยราคาที่ขึ้นมาแรงจึงมีนักลงทุนบางส่วนเริ่มเทขายเพื่อทำกำไร
ซึ่งนักลงทุนหลายคนก็อาจจะมองความเป็นไปได้ของตลาดไปใน “2 ทาง” ไม่ว่าจะเป็นโอกาสในการลงทุน หรือ ตลาดอาจจะถึงจุดที่แพงเกินไปสำหรับพื้นฐานในปัจจุบัน
วันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงอยากจะขอเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยและให้คำแนะนำแก่นักลงทุนที่สนใจโดยได้มีมุมมองเกี่ยวกับ “ตลาดหุ้นเวียดนาม” มาฝากกันในครั้งนี้

“หุ้นเวียดนาม” ยังเนื้อหอม...“4 บลจ.” ขอร่วมวง-ขยับตั้งกองทุนไม่ให้ตกขบวน
อย่างที่ทราบกันว่า “ตลาดหุ้นเวียดนาม” จัดเป็นตลาดชายขอบ (Frontier Market) ที่บุคลิกยังมีความผันผวนสูง แม้จะเต็มไปด้วยโอกาสของการลงทุนก็ตาม ต้องเป็นกลุ่มนักลงทุนที่เข้าใจและรับความเสี่ยงได้สูง ในส่วนของบลจ.ที่จัดตั้ง “กองหุ้นเวียดนาม” เข้าไปลงทุนในช่วงแรกๆ นั้นจึงมีไม่มากเพียง 6 บลจ. ได้แก่บลจ.แอสเซท พลัส, บลจ.พรินซิเพิล, บลจ.กสิกรไทย, บลจ.วรรณ, บลจ.ยูโอบี และบลจ.กรุงศรี
แต่ความร้อนแรงและความน่าสนใจของตลาดหุ้นเวียดนามยิ่งมายิ่งเข้าตานักลงทุนทั่วโลก ไม่เฉพาะนักลงทุนไทยเท่านั้น ในช่วงปลายปีต่อต้นปีที่ผ่านมา ทำให้บลจ.ที่ยังไม่มี “กองหุ้นเวียดนาม” ไว้เป็นทางเลือกให้กับนักลงทุน ก็เริ่มขยับตามบลจ.ที่ได้ออกตัวกันไปก่อนหน้า
“เรียกว่า...มาช้ายังดีกว่าไม่มี ไม่ว่าจะเป็นบลจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์, บลจ.ทหารไทย, บลจ.ไทยพาณิชย์ และบลจ.เอ็มเอฟซี ซึ่งถือเป็น 4 บลจ.ล่าสุดที่เปิดตัวกองทุนไปลุย ‘หุ้นเวียดนาม’ ด้วยเช่นกัน รวมเป็น 10 บลจ. ในปัจจุบัน การขยับเข้าไปของบลจ.ใหม่ๆ อีก 4 แห่งนี้ น่าจะสะท้อนมุมมองเชิงบวกที่มีต่อตลาดนี้ได้เป็นอย่างดี นี่ยังไม่นับการเข้าไปลงทุนของกลุ่ม ‘กองหุ้นอาเซียน’ ที่ส่วนใหญ่ก็มักจะไม่พลาดต้องมีหุ้นเวียดนามติดพอร์ตด้วยเช่นกันไม่มากก็น้อย”
“หุ้นเวียดนาม” ยัง Laggard…คาดพร้อมฟื้นตัวตามตลาดหุ้นหลักของโลกก่อนหน้า
เศรษฐกิจเวียดนามเองกำลังเติบโต ขยายตัวเฉลี่ยช่วง 5 ปีที่ผ่านมา 6.76% ล่าสุดทาง “กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)” ได้คาดการณ์ว่าในปี2022 เศรษฐกิจของเวียดนามจะกลับมาเติบโตได้ที่ระดับ 6.63% สูงที่สุดในภูมิภาคอาเซียน และสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก
โดย “ดร.สมชัย อมรธรรม” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน และลูกค้าสัมพันธ์ บลจ.กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้ให้มุมมองว่า “ตลาดหุ้นเวียดนาม” ถือเป็นตลาดที่มีความน่าสนใจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เนื่องจากใน ‘ระยะยาว’ เองเศรษฐกิจก็มีความสามารถในการเติบโตที่ดีและอาจจะแซงหน้าประเทศไทยได้ ด้วยจำนวนประชากรในปัจจุบันกว่า 90 ล้านคนทำให้มีความต้องการในประเทศค่อนข้างสูง
(ดร.สมชัย อมรธรรม)
“ส่วนใน ‘ระยะสั้น’ เวียดนามถือเป็นประเทศที่มีตัวเลขผู้เชื้อจากสถานการณ์ระบาดของไวรัส COVID-19 สายพันธุ์ค่อนข้างสูง จึงทำให้ภาพรวมของตลาดค่อนข้าง laggard เนื่องจากมีประเทศจีนที่นำหน้าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคในทุกวัฏจักรไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแพร่ระบาด COVID-19 การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและตลาดหุ้น”
ซึ่งตลาดหุ้นที่ฟื้นตัวเป็นลำดับถัดมาก็จะเป็นตลาดสหรัฐฯ หลังจากที่ตลาดเจอกับปัจจัยกดดันต่างเข้ามาจนปรับลดลงค่อนข้างแรงในภาพเดียวกันกับ “ตลาดหุ้นจีน” ช่วงปีที่ผ่านมา และถัดมาจะเป็น “ตลาดหุ้นยุโรป” ที่มีปัจจัยเรื่องรัสเซียและยูเครนเข้ามา ซึ่ง “ตลาดหุ้นไทย” และเวียดนามก็อาจจะฟื้นตัวกลับมาได้ตามตลาดหุ้นยุโรป
“หุ้นเวียดนาม” ไม่แพง-พื้นฐานแกร่ง-กำไรโตสูงโดดเด่น
ด้วยภาพการฟื้นตัวของสถานการณ์ COVID-19 และการรอรับปัจจัยสนับสนุนอย่างการเปิดเมืองเปิดประเทศ ซึ่งหากกลับมาเปิดได้ก็จะทำให้ภาคการผลิตและเศรษฐกิจฟื้นตัวกลับมาได้ จึงทำให้ตลาดมีโอกาสที่จะยังขยับไปได้ต่อหรือเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
“ในแง่ของปัจจัยพื้นฐาน ‘ตลาดหุ้นเวียดนาม’ ในปี 65 นั้น ยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง ด้วยการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนที่จะสามารถเติบโตได้ถึง 22% ซึ่งเป็นระดับที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่นอย่างตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ตลาด Dow jone ในปีนี้มีโอกาสติดลบ หรือ S&p 500 ที่บวกลบเพียง 5%”
สำหรับ “ตลาดหุ้นเวียดนาม” ในช่วงต้นปีที่ผ่านมานั้น ที่มีความเคลื่อนไหวค่อนข้างแกว่งตัวเป็นไปตามตลาดหุ้นทั่วโลกที่เจอแรงกดดันในปัจจัยเรื่องเงินเฟ้อและสงครามรัสเซียกับยูเครน ซึ่งทำให้มีหุ้นบางประเภทที่ได้รับประโยชน์และเสียประโยชน์ จึงมีทำให้เกิดแรงเทขายในหุ้นขนาดใหญ่บางกลุ่มหรือบางตัวเท่านั้น ภาพรวมยังไม่น่ากังวล
“แม้ว่าภาพรวมตลาดหุ้นทั่วโลกอาจจะยังมีบางประเทศที่ยังถูกกดดันด้วยปัจจัยแวดล้อมในปัจจุบันอย่าง ‘เงินเฟ้อ’ และ ‘สงคราม’ ระหว่างรัสเซียกับยูเครน แต่ก็ยังมีบางตลาดที่ยังสามารถหาโอกาสลงทุนได้ซึ่ง ‘ตลาดหุ้นเวียดนาม’ ก็ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มดังกล่าว”
