อยากได้ผลตอบแทนดีกว่า ‘ตราสารหนี้’ แต่ไม่เสี่ยงเหมือน ‘หุ้น’…“RKBC” ช่วยได้ !!!

กองทุนติดดาว: กองทุนที่ได้เรทติ้ง Morningstar 5 ดาว” จัดเป็นกองทุนหัวกะทิที่มี ผลตอบแทนปรับด้วยความเสี่ยง (Risk-adjusted returns)ดีสุด 10% แรกของกลุ่ม ตามสูตรลับเฉพาะของคนกลางอย่าง Morningstar” นั่นเอง


ครั้งนี้จะพามารู้จักกับกลุ่ม “กองทุนผสม (Moderate Allocation)” ที่ลงทุนในตลาดไทยด้วยส่วนผสมระหว่าง “หุ้น” และ “ตราสารหนี้” ที่สมดุลเพื่อให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนในตราสารหนี้เพียงอย่างเดียว ในขณะที่ความเสี่ยงก็ไม่เท่ากับการลงทุนในหุ้นทั้ง 100%


โดยกองทุนที่จะแนะนำในครั้งนี้ นั่นก็คือ กองทุนเปิดรวงข้าวดุลทรัพย์” หรือ RKBC มีการลงทุนในหุ้นประมาณ 35-65% ของมูลค่าทรัพย์สินของกองทุน และสามารถทำผลตอบแทนย้อนหลัง 5 ปี (ณ วันที่ 30 มี.ค. 65) ได้เฉลี่ย 3.73% ต่อปี ซึ่งดีกว่าการฝากเงินอย่างชัดเจนเลยทีเดียว


วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ จะพาไปรู้จักกับ “กองทุน RKBC กันให้ดียิ่งขึ้น



อยากได้ผลตอบแทนดีกว่า
‘ตราสารหนี้’ แต่ไม่เสี่ยงเหมือน ‘หุ้น’…“กองทุนผสม” ช่วยได้

อยากได้ผลตอบแทนดีแบบ “หุ้น” แต่ ความผันผวน ของราคาก็เป็นสิ่งหนึ่งที่นักลงทุนทั้งรายเล็กรายใหญ่ หน้าใหม่หน้าเก่าต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


ซึ่งในช่วงที่ “ตลาดปรับตัวขึ้น (Bull Market)” ก็สร้างความมั่งคั่งให้แก่ผู้ลงทุนได้อบอุ่นหัวใจไม่น้อย แต่ในทางกลับในช่วงเกิด “ปรับลดลงแรงๆ (Bear Market)” ก็ทำให้ต้องกุมขมับกันไปตามๆ กัน


ครั้นจะเก็บเงินแบงก์กินดอกเบี้ยเงินฝากก็น้ำตาตกใน เพราะ “ดอกเบี้ยต่ำติดดิน” เสียเหลือเกิน ขยับสู่ “ตราสารหนี้” ในยุคดอกเบี้นต่ำเช่นนี้ก็ดูจะไม่ได้ช่วยอะไรมากมายนัก


อยากจะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า “เงินฝาก” และ “ตราสารหนี้” แต่ไม่อยากจะรับความเสี่ยงมากมายเต็มตัวแบบ “หุ้น” ทำไงดี?


“กองทุนผสม (Allocation Fund)” ที่มีการกระจายเงินลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์หรือคำพูดที่คุ้นหูอย่าง การ “ไม่ควรใส่ไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว” เป็นคำตอบที่ช่วยคุณได้



RKBC”-กองทุนเปิดรวงข้าวดุลทรัพย์

สำหรับผู้ที่อยากจะกระจายเม็ดเงินโดยวิธีที่ไม่ต้องยุ่งยากหรือลงทุนจบภายในครั้งเดียว ทางเราจึงมีกองทุนรวมที่น่าสนใจมาฝากกันในครั้งนี้


โดยกองทุนนี้มีชื่อว่า “กองทุนเปิดรวงข้าวดุลทรัพย์” หรือ RKBC ที่เป็นหนึ่งในภายใต้การบริหารจัดการของ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด และยังเป็นกองทุนที่มีความโดดเด่นในหลายๆด้านจนเป็นที่ยอมรับและได้รับการจัดอันดับกองทุน มอร์นิ่งสตาร์ 5 ดาว (ข้อมูล ณ วันที่ 28 ก.พ. 65)


ซึ่งเบื้องลึกของกอง RKBC นั้น เป็นกองทุนรวมผสมแบบกำหนดสัดส่วนการลงทุนในตราสารทุน (หุ้น)เฉพาะแค่ในประเทศ​​ ที่ได้ถูกแต่งตั้งหรือจดทะเบียนขึ้นในวันที่ 12 มีนาคม 2539 จนถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 30 มีนาคม 2565) มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิอยู่ที่ 228,219,260 บาท และมูลค่าหน่วยลงทุนอยู่ที่ 29.65 บาทต่อหน่วย


“ในส่วนนโยบายการลงทุนหลักของกอง จะลงทุนผสมในหลากหลายสินทรัพย์โดยเริ่มที่ลงทุนในหุ้นราว 35-65% ของมูลค่าทรัพย์สินของกองทุน  ส่วนที่เหลืออาจลงทุนในตราสารแห่งหนี้ และหรือเงินฝาก รวมทั้งหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่นที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย ก.ล.ต.” 


แต่อย่างไรก็ดีในบางครั้งกองทุนอาจลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการลงทุน  (Efficient Portfolio Management) รวมถึงกองทุน RKBC อาจลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมภายใต้บริษัทจัดการเดียวกันได้ไม่จำกัดอัตราส่วน​





พอร์ตล่าสุด” ผสม
‘หุ้น’ 59.93% - ‘ตราสารหนี้’ 40.07%...พอร์ตสไตล์ “หุ้นใหญ่” เน้น ‘หุ้นคุณค่า’

สำหรับการจัดสรรเงินหรือการแบ่งสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 ประกอบไปด้วย “หุ้น” 59.93% และ “ตราสารหนี้” 40.07%


โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่


-พาณิชย์                                       8.41%

-พลังงานและสาธารณูปโภค              7.95%

-ธนาคาร                                      7.24%

-ขนส่งและโลจิสติกส์                       7.04%

-พัฒนาอสังหาริมทรัพย์                   6.33%


โดยหุ้นที่ลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่ AOT 4.27, MINT 3.43%, COM7 3.21%, KBANK 3.14% และ GULF 2.76%”


ในส่วนของตราสารหนี้ประกอบด้วย

-หุ้นกู้ ตั๋วแลกเงิน  หรือตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทเอกชน                         18.81%

-พันธบัตรหรือตราสารหนี้รัฐบาล รัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลังค้ำประกัน           17.47%

-ตราสารหนี้ที่สถาบันการเงินเป็นผู้ออก                                                 2.13%

-หุ้นกู้ ตั๋วแลกเงิน หรือตราสารหนี้ที่ออกโดยสถาบันทางการเงิน                  1.08%

-เงินฝาก หรือตราสารเทียบเท่าเงินฝาก                                                 0.61%





“ในแง่ของผลการดำเนินงานกองทุน RKBC ในระยะยาวอาจจะไม่หวือหวาเท่ากับกองทุนประเภทอื่นๆแต่ก็แลกมากับความผันผวนที่ต่ำ โดยข้อมูลตั้งแต่จัดตั้งกอง (ข้อมูล ณ วันที่ 28 ก.พ. 65) มีผลการดำเนินงานอยู่ที่ 4.24% ต่อปี ส่วนความผันผวนของผลการดำเนินงานอยู่ที่ 14.68% ต่อปี แต่อย่างไรก็ดีกองทุนเคยมีผลขาดทุนสูงสุดในช่วง 5 ปีอยู่ที่ -24.93%



ลงทุนขั้นต่ำ
‘ครั้งแรก’ และ ‘ครั้งถัดไป’ 500 บาท

โดยนักลงทุนหรือผู้อ่านที่สนใจอยากจะลงทุนในกองดังกล่าวด้วยเงื่อนไขการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไปอยู่ที่อยู่ที่ 500 บาทส่วนการขายคืนขั้นต่ำและยอดคงเหลือก็จะอยู่ที่ 500 บาทและ 50 บาทตามลำดับ โดยเงื่อนไขการได้รับเงินค่าขายคืนอยู่ที่ 3 วันทำการนับจากวันคำนวณ NAV (T+3)


สำหรับรายละเอียดการซื้อขายในปัจจุบันจะสามารถทำได้ทั้งผ่านช่องทางออฟไลน์อย่าง ธนาคารกสิกรไทยหรือผู้สนับสนุนการขายหรือรับซื้อคืนที่บริษัทแต่งตั้งขึ้นและยังมีช่องทางออนไลน์ที่สามารถทำได้ผ่านแอพพลิเคชั่นได้อีกหลากหลายอย่าง K-My Funds​​ ,K-Cyber และK PLUS


กองทุนรวมผสมเอง...ก็มีถึง 3 ระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกัน ‘Moderate Allocation’ เป็นสมดุลทางสายกลางที่ตอบโจทย์นักลงทุนทั่วไปได้เป็นอย่างดี ทั้งผลตอบแทนที่ดีกว่าเงินฝากและตราสารหนี้ ในขณะที่ไม่เสี่ยงเท่ากับหุ้น ที่สำคัญเริ่มต้นลงทุนด้วยเม็ดเงินที่ไม่สูงมากและยังไม่ต้องมานั่งยุ่งยากในการแบ่งเงินลงทุนเองให้วุ่นวายอีกด้วย...เรียกว่า ครบ-จบ ในกองทุนเดียว


ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

Wealth Guy

นักข่าวเลือดใหม่ “สายกองทุน” ที่พร้อมจะนำเสนอข้อมูล ข่าวสาร สาระที่เป็นประโยชน์ มีสีสัน สนุกและเข้าใจง่าย ตอบโจทย์นักลงทุนทุก Generation ให้เข้าถึงโลกของการลงทุนได้อย่างเท่าเทียม