ชี้ไทยยังห่างไกล “Inverted YC”…มั่นใจไม่เจอ ‘หั่นเครดิตเรทติ้ง’ ประเทศ !!!
สาระ Fund วันละนิด: วันนี้จะพามาส่องความเคลื่อนไหวของ “ตลาดตราสารหนี้ไทย” ในช่วงไตรมาสที่1/22 กันบ้าง
ในขณะที่ “ตลาดหุ้นไทย” มีเงินต่างชาติไหลเข้าสุทธิช่วงไตรมาสแรกทะลุ 1 แสนล้านบาท ไปแล้วนั้น ภาพใน “ตลาดตราสารหนี้” กลับต่างกันออกไปหลังจากสงครามยูเครน-รัสเซียเปิดฉากขึ้นในวันที่ 24 ก.พ. 22
ต่างชาติก็เทขายนับจากวันนั้นต่อเนื่องมาตลอดเดือนมี.ค. โดยมีเงินไหลออกสุทธิในเดือนมี.ค. -98,503 ล้านบาท แต่อย่างไรก็ตามมูลค่าสะสมตั้งแต่ต้นปีถึงสิ้นไตรมาสที่1/22 ยังคงไหลเข้าสุทธิอยู่ 23,751 ล้านบาท
ยังมีอีกหลากหลายความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจของ “ตลาดตราสารหนี้” ในช่วงไตรมาสแรก ตามทีมงาน ‘Wealthythai’ ไปอัพเดทข้อมูลพร้อมกันได้เลย

“เงินต่างชาติ” ยังยากประเมิน...แต่แนวโน้ม ‘ดอลลาร์สหรัฐ’ แข็ง-ไม่หนุนเงินไหลเข้า
โดย “อริยา ติรณะประกิจ” รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) มองว่า สถานการณ์ความขัดแย้งยูเครน-รัสเซียที่ผ่านมามีผลกระทบโดยตรงต่อตลาดตราสารหนี้ไทยค่อนข้างจำกัด เข้าเดือนเม.ย.เงินต่างชาติก็ไหลเข้าสุทธิแล้วกว่า 6,726 ล้านบาท ทำให้ตั้งแต่ต้นปีมีเงินไหลเข้าสุทธิแล้วกว่า 30,473 ล้านบาท แต่ในช่วงสงครามเห็นสัญญาณเงินไหลออกตั้งแต่วันที่ 23 ก.พ. ก่อนที่สงครามจะเริ่มขึ้นในวันที่ 24 ก.พ. ต่อเนื่องมาจนตลอดเดือนมี.ค. เลย ส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่องของการเตรียมสภาพคล่องเพื่อกลับไปตั้งหลักกันก่อนในช่วงนั้น

(อริยา ติรณะประกิจ)
“แต่ภาพรวมต่างชาติมียอดถือครองตราสารหนี้ไทยสิ้นไตรมาสแรกอยู่ที่ 1.04 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2.26% และคิดเป็น 6.9% ของมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย โดยส่วนใหญ่กว่า 90% ถือครอง ‘ตราสารหนี้ระยะยาว’ คิดเป็นมูลค่า 945,160 ล้านบาท ในขณะที่เป็น ‘ตราสารหนี้ระยะสั้น’ เพียง 100,857 ล้านบาท เท่านั้น”
ในขณะที่ทิศทางเงินทุนต่างชาติในช่วงที่เหลือของปียังประเมินได้ยาก แต่จากทิศทางการขึ้นดอกเบี้ยของ “ธนาคารกลางสหรัฐ (FED)” ซึ่งจะส่งผลให้ดอลลาร์มีแนวโน้ม ‘แข็งค่า’ ในขณะที่เงินบาทเองมีแนวโน้ม ‘อ่อนค่า’ ก็ทำให้เงินลงทุนระยะสั้นมีแนวโน้มจะไหลออกได้ แต่ในส่วนของเงินลงทุนระยะยาวก็น่าจะลงทุนต่อเนื่องเพราะไทยก็มีน้ำหนักในดัชนีอยู่ 8 – 9%
“หากมีการถอด ‘รัสเซีย’ ออกจาก ‘ดัชนีพันธบัตรตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market Bond)’ เพื่อคว่ำบาตรรัสเซียนั้น น้ำหนักของไทยในดัชนีก็อาจจะเพิ่มขึ้นได้และอาจจะทำให้มีเงินลงทุนระยะยาวไหลเข้ามาเพิ่มเติมได้เช่นกัน”
คาด “แบงก์ชาติ” คงดอกเบี้ย 0.5% ตลอดปีหนุนศก.ไทย...ส่วน “Bond Yield 10 ปี” สิ้นไตรมาสที่2/22 ขยับสู่ระดับ 2.5 – 2.7%
ในขณะที่ผลกระทบจากสงครามทางอ้อมส่งผ่านไปทาง “อัตราเงินเฟ้อ” ที่พุ่งขึ้น จนอาจกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในอนาคต และทำให้ธนาคารกลางต่างๆ ต้องเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จนมีผลให้ Bond yield มีแนวโน้มขยับขึ้นสูงและเร็วกว่าที่คาด
“สำหรับทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย คาดว่าจะมีความผันผวนสูงโดย Bond yield ระยะกลางถึงยาวมีทิศทางเพิ่มขึ้นตาม Bond yield สหรัฐ ในขณะที่ Bond yield ระยะสั้นจะยังทรงตัวในระดับต่ำจนกว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งหากจะเกิดขึ้นก็น่าจะช่วงปลายปี แต่สัญญาณจาก ‘ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)’ เองเรายังคาดว่าจะคงดอกเบี้ย 0.5% ไปตลอดทั้งปีเพื่อหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ยกเว้นราคาน้ำมันจะพุ่งสูง เงินเฟ้อสูง หรือสหรัฐขึ้นดอกเบี้ยแรง
ทั้งนี้ Bond yield 10 ปี ที่อ้างอิงจากแบบจำลอง Machine learning คาดว่ามีโอกาสปรับตัวขึ้นไปสู่ระดับ 2.5 – 2.7% ณ สิ้นไตรมาส 2 โดยมีสมมติฐานว่าความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครนมีความคลี่คลายลงและไม่ลุกลามจนกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก

ไทยยังห่างไกล “Inverted Yield Curve”…ชี้ต้นทุนการเงินรัฐไม่สูง-เหตุระดมทุนไปมากในช่วงดอกเบี้ยต่ำก่อนหน้า
“อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย (Bond yield)” ตั้งแต่ต้นปีมีการปรับตัวในทิศทางขาขึ้น โดยเฉพาะภายหลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐประกาศยืนยันการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย มีผลให้ Bond yield ไทยขยับขึ้นตาม Bond yield สหรัฐ โดย ณ สิ้นไตรมาสที่1/22 Bond yield ไทยรุ่นอายุ 2 ปี อยู่ที่ 0.92% และ รุ่นอายุ 10 ปี ที่ 2.35% เป็นการปรับตัวสูงขึ้น 26 bps. และ 45 bps. ตามลำดับจากสิ้นปีที่แล้ว
“อย่างไรก็ตามไทยเองยังห่างไกลจาก “Inverted Yield Curve” ในส่วนของการกู้เงินของภาครัฐแม้แนวโน้มดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาวจะปรับตัวสูงขึ้น แต่ต้นทุนเฉลี่ยของรัฐไม่ได้สูงขึ้นมากแต่ประการใด เพราะมีการทยอยออกพันธบัตรไปตั้งแต่ช่วงดอกเบี้ยต่ำไปมากแล้ว และรัฐเองมีทางเลือกในการระดมทุนที่หลากหลายจึงไม่น่ากังวล และตัวเลขเพดานหนี้ของภาครัฐเองจากปัจจุบันยังห่างจากเพดานที่ขยายไปเป็น 70% ของ GDP นั้น ยังสามารถกู้ได้อีกกว่า 1 ล้านล้านบาท โดยไม่กระทบอะไรและไม่น่าจะส่งผลต่ออันดับเครดิตของประเทศไทยแต่ประการใด”

คงเป้ายอดออก “หุ้นกู้ระยะยาว” ทั้งปีทะลุ 1 ล้านล้านบาท...เหตุ “เอกชน” เตรียมล็อกต้นทุนการเงิน
ในส่วนของ “การออกตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาว” ในไตรมาสที่1/22 มีมูลค่า 268,746 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นการเพิ่มขึ้นในกลุ่ม ‘Investment Grade’ +51% และกลุ่ม ‘High Yield’ +3%
“โดยกว่า 90% ของหุ้นกู้ที่ออกนั้นเป็นหุ้นกู้ในกลุ่ม ‘Investment grade’ (ตั้งแต่ BBB- ขึ้นไป) ในขณะที่หุ้นกู้กลุ่ม ‘High yield’ ประมาณ 83% เป็นหุ้นกู้แบบมีประกันโดยจัดให้มีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นหลักประกัน หรือเป็นการค้ำประกันโดยนิติบุคคลอื่น และแนวโน้มจำนวนผู้ออกในภาพรวมก็ลดลงด้วยในกลุ่ม High Yield”
“การออก ESG bond” หรือ ตราสารหนี้เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สังคม และความยั่งยืน ในไตรมาสที่1/22 มีมูลค่า 42,000 ล้านบาท จากผู้ออกจำนวน 2 ราย ได้แก่ “กระทรวงการคลัง” ที่ออก Sustainability bond 2 รุ่น มูลค่ารวม 40,000 ล้านบาท และ “บจ.โตโยต้า ลีสซิ่ง” ออก Green bond เป็นรุ่นที่สองของบริษัท มูลค่า 2,000 ล้านบาท ทำให้มูลค่าคงค้างของตราสารหนี้ ESG เพิ่มขึ้นเป็น 336,296 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 1 เพิ่มขึ้น 12% จากสิ้นปีที่แล้ว
“ช่วง 9 เดือนที่เหลือปี22 มีหุ้นกู้ระยะยาวครบกำหนด 566,571 ล้านบาท ก็เชื่อว่าจะมีการออกหุ้นกู้มาชดเชยได้หมด รวมถึงมีการออกใหม่เพิ่มเติมเพื่อล็อกต้นทุนทางการเงินก่อนดอกเบี้ยปรับตัวขึ้น ซึ่งยังมองว่าภาพรวมทั้งปีจะมีการออกหุ้นกู้ระยะยาวทะลุ 1 ล้านล้านบาท เป็นปีที่สามได้”
ทั้งหมดนี้ คือ ความเคลื่อนไหวของ “ตลาดตราสารหนี้ไทย” ในช่วงไตรมาสที่1/22 ที่ผ่านมา ก็ยังถือเป็นอีกหนึ่งตลาดที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนเช่นเดียวกัน
