Official Update :

“กองหุ้นจีน” ลุย “ฮั่งเส็ง” ตลาดฮ่องกง…‘เจ็บน้อยสุด’ ไตรมาสแรกปี22 !!!

สาระ Fund วันละนิด: วันนี้จะพามาดูผลงานของกลุ่ม “กองหุ้นจีน” หนึ่งในตลาดที่นักลงทุนไทยไปลงทุนมากสุดตลาดหนึ่ง อาจเพราะความคุ้นเคยคนไทย-คนจีน


ในปีที่ผ่านมาแม้ “ตลาดหุ้นจีน” จะแย่อย่างที่ทราบ แต่ก็มีเม็ดเงินเข้าไปลงทุนใน “กองหุ้นจีน” มากเป็นอันดับ2 กว่า 8.39 หมื่นล้านบาท ซึ่งไม่น่าแปลก...ถ้าพื้นฐานไม่เปลี่ยน ราคาที่ร่วงลงมาในอีกมุมหนึ่งก็เป็นจังหวะในการลงทุนเช่นเดียวกัน


ในไตรมาสที่1/22 สถานการณ์ในภาพรวมยังคงดูไม่ดีขึ้น “กองหุ้นจีน” ทั้ง 93 กอง ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ -15.91% ท่ามกลางมรสุมข่าวร้ายที่ยังถาโถมเข้ามาต่อเนื่อง


วันนี้ จะพาไปดูผลงานของ “5 กองหุ้นจีน” ที่มีผลงานดีสุดในไตรมาสแรกมาอัพเดทกัน ตามทีมงาน ‘Wealthythai’ ไปดูพร้อมๆ กันได้เลย



ASP-HIS” แชมป์กลุ่ม “กองหุ้นจีน” ไตรมาสที่1/22...ผลตอบแทนติดลบน้อยสุด -5.44%

แม้ไตรมาสแรกของปี2022 อาจจะดูไม่สดใสเท่าไรนักสำหรับ “ตลาดหุ้นจีน” แต่รัฐบาลจีนก็ออกมาประกาศความพร้อมใช้นโยบายการเงินและการคลังสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตให้ได้ 5.5% เรียกขวัญกำลังใจนักลงทุนกลับมาได้พอสมควร


“ในท่ามกลางปัจจัยลบที่รุมเร้าทั้งการ Lockdown เสินเจิ้น เซี่ยงไฮ้ เพื่อสกัด COVID-19 และอาจเป็นเป้าหมายการคว่ำบาตรถัดไปจากสหรัฐและพันธมิตรหากให้ความช่วยเหลือรัสเซีย ตลอดจนการที่บริษัทจีนในสหรัฐอาจถูกถอดออกจากตลาดหุ้นสหรัฐ ถือเป็น 3 ปัจจัยลบหลักๆ ที่กระหน่ำเข้ามาในช่วงไตรมาสที่1/22 นี้ จนกดให้ตลาดหุ้นจีนดำดิ่งและทำให้ กองหุ้นจีน แดงเดือดทั้งกระดาน ทำผลตอบแทนเฉลี่ยในช่วงไตรมาสแรกติดลบ -15.91% (เข้าตำรา...ถูกแล้วยังมีถูกอีก)”


โดยกองทุนที่มีผลงานดีสุด 5 อันดับแรก ได้แก่


อันดับ1 “กองทุนเปิดแอสเซทพลัสเอชเอสไอ (ASP-HIS)” ของ บลจ.แอสเซท พลัส ที่เน้นลงทุนในหุ้นที่เป็นส่วนประกอบของ Hang Seng Index ผ่านกองทุนหลักHang Seng Index ETF’ ทำผลตอบแทนได้ -5.44%





อันดับ2 “กองทุนเปิดกรุงศรีไชน่าอิควิตี้
(KF-CHINA)” ของ บลจ.กรุงศรีที่เน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทจีนซึ่งจดทะเบียนในฮ่องกงผ่านกองทุนหลัก ‘Hang Seng China Enterprises Index ETF’ ด้วยผลตอบแทน -6.62%


อันดับ3 “กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นจีน THB เฮ็ดจ์” ของ บลจ.ไทยพาณิชย์ที่เน้นลงทุนในหุ้นที่สามารถสร้างผลตอบแทนกองทุนก่อนหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายทั้งหมดของกองทุนให้ใกล้เคียงหรือเทียบเท่ากับผลตอบแทนจากการลงทุนในดัชนี Hang Seng China Enterprises Index (H-Share Index) ให้มากที่สุด ผ่านกองทุนหลัก HANG SENG CHINA ENTERPRISES INDEX ETFด้วยผลตอบแทน -6.65%


อันดับ4 “กองทุนเปิดวรรณ ไชน่า ออโต้ รีเด็มชั่น ฟันด์ (ONE-CHINA)” ของ บลจ.วรรณที่เน้นลงทุนในหุ้นที่สามารถสร้างผลตอบแทนกองทุนก่อนหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายทั้งหมดของกองทุนให้ใกล้เคียงหรือเทียบเท่ากับผลตอบแทนจากการลงทุนในดัชนี Hang Seng China Enterprises Index (H-Share Index) ให้มากที่สุด ผ่านกองทุนหลัก HANG SENG CHINA ENTERPRISES INDEX ETFด้วยผลตอบแทน -6.73%


อันดับ5 “กองทุนเปิดทิสโก้ ไชน่า H-SHARES อิควิตี้ เพื่อการเลี้ยงชีพ (TCHRMF)” ของ บลจ.ทิสโก้ที่เน้นลงทุนในกองทุนหลัก ‘Hang Seng China Enterprises Index ETF’ ด้วยผลตอบแทน -7.41%



เชื่อ “หุ้นจีน” ถูกออกจาก
‘ตลาดหุ้นสหรัฐ’…กระทบน้อย-เหตุมีที่ไปและพื้นฐานไม่เปลี่ยน

สำหรับ “หุ้นจีน” และ ETFs” ในช่วงที่ผ่านมาค่อนข้างผันผวนอย่างมาก เหตุผลหลักมาจากการ lockdowns ประเทศของจีน รวมถึงกรณีอาจจะมีการถอด 5 หุ้นจีนจากตลาดหุ้นสหรัฐทั้ง NYSE และ NASDAQ


ข้อมูลจาก Morningstar Direct” พบว่า ETF-หุ้นจีน” ที่อยู่ในตลาดสหรัฐนั้นมีมูลค่ารวมกันประมาณ 37 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย 16% ของสินทรัพย์เป็น ADRs และ 5% ของสินทรัพย์เหล่านั้นเป็นบริษัทจีนที่จดทะเบียนในสหรัฐเท่านั้น 


หากบริษัทเหล่านั้น “ถูกถอด” ออกจากการจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐจริงๆ จะกระทบต่อ ETFs ที่มีการลงทุนอย่างไรบ้าง?





เกี่ยวกับเรื่องนี้ Lorraine Tan” ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยตราสารทุนประจำภูมิภาคเอเชียของ Morningstar ให้ความเห็นว่า จะไม่มีผลใดๆ มากนักต่อผู้ถือหน่วย ETFs นอกจากความผันผวนของราคาที่เกิดขึ้น เนื่องจากกองทุนสามารถที่จะแปลงสถานะ ADR ในสหรัฐที่ถืออยู่เป็นหุ้นของบริษัทเหล่านั้นที่จดทะเบียนในฮ่องกงแทน และการถอนหุ้นออกจากตลาดสหรัฐก็ไม่ได้มีผลกระทบปัจจัยพื้นฐานของบริษัท “มูลค่าพื้นฐานยังคงไม่เปลี่ยนแปลง” อย่างไรก็ดีอาจมีค่าใช้จ่ายในการแปลงหุ้นเล็กน้อย


ตัวอย่าง CNOOC หรือ the China National Offshore Oil Corporation ที่เคยถูกถอดออกจากตลาดในปี 2001 นั้น การแปลงหุ้นมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 5 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 100 ADRs


“ทั้งนี้ บางกองทุนได้เตรียมพร้อมรับกรณีที่หุ้นของบริษัทเหล่านั้นจะถูกถอดออกจากตลาดสหรัฐบ้างแล้ว อย่างเช่น KWEB KraneShares ที่มีสินทรัพย์บริหารจัดการอยู่ 6.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้เริ่มแปลงสภาพ ADR ของบริษัทเหล่านั้นจากที่จดทะเบียนใน สหรัฐ ไปเป็นหุ้นที่จดทะเบียนใน ฮ่องกง แทน แม้ว่าผู้จัดการกองทุนจะเชื่อมั่นว่าปัญหาการถอดหุ้นออกจากตลาดสหรัฐนั้นจะไม่เกิดขึ้น แต่การเตรียมพร้อมไว้ก่อนก็เพื่อประโยชน์ที่ดีที่สุดแก่ผู้ถือหน่วยนั่นเอง”


ใครที่เป็น “แฟนพันธุ์แท้ตลาดหุ้นจีน” ก็คงต้องอดทนกันต่อไป สู่เป้าหมายในระยะยาวเป็นสำคัญ เพราะในระยะสั้นปัจจัยลบที่กดดันยังคงมีถาโถมเข้ามาเป็นระยะๆ แต่ก็เริ่มเห็นสัญญาณในเชิงบวกเมื่อตลาดเริ่มยืนได้และเข้าสู่ระยะสะสมพลังเพื่อขยับสู่การก้าวเดินในทิศทางที่ดีขึ้นต่อไปนั่นเอง

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’