“จีน” กับ “ปัจจัยเสี่ยง” เดิมๆ...ที่พร้อม “ระเบิด” เขย่าตลาดหุ้น... แนะ “ไม่ต้องรีบร้อนลงทุน”-แม้ ‘ราคาถูก’ จนใจหาย !!!
สาระ Fund วันละนิด: วันนี้ยังคงเกาะติด COVID-19 ในจีน ที่ทำเอา “พญามังกร” งอมพระรามไปเลยเช่นกัน จากมาตรการคุมเข้ม Zero Covid ที่พร้อมจะ Lockdown ทุกพื้นที่ทันที
นั่นไม่เพียงส่งผลกระทบกับคนในประเทศเท่านั้น แต่สะเทือนไปถึงตลาดโลกด้วยเช่นกัน !!!
แต่ถือว่าไม่เหนือความคาดหมายของตลาด เพราะนี่คือหนึ่งใน “ปัจจัยเสี่ยง” ของจีนในช่วงที่ผ่านมาอยู่แล้ว นอกเหนือไปจากการถูก “พญาอินทรี” อย่างสหรัฐหมายหัวไว้ทั้งเรื่องการ Delist บริษัทจีนในตลาดสหรัฐ หรือการประกาศพร้อมคว่ำบาตรหากไปยืนผิดที่ผิดทางเข้าข้างรัสเซีย
ที่ยังคงเขย่า “ตลาดหุ้นจีน” ให้ถูกแล้วถูกอีก ทำให้ “กองหุ้นจีน” ในไตรมาสแรกที่ผ่านมานั้นเป็นแชมป์กลุ่มกองทุนผลงานยอดแย่ไปเรียบร้อยด้วยผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ -15.51%
วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในช่วงไตรมาสแรกของ “หุ้นจีน” มาฝากกัน
“Lockdown” ในจีนขยายวง...‘ความกังวลใหม่’ จากปัจจัยเสี่ยงเดิมๆ
“ตลาดหุ้นจีน” หนึ่งในตลาดที่ถูกที่ถูกสุดในโลกปัจจุบัน และจริงๆ ก็ถูกมานานแล้วด้วยและยังไม่ได้วิ่งไปไหนไกลเลย จนนักลงทุนที่ลงทุนอยู่ก็รอจนหมดไฟไปตามๆ กัน พอความหวังกำลังจะมาก็เจอ “รัฐบาลจีน” มาจัดระเบียบเข้าให้ในปีก่อน ทำ “เสียจังหวะ” กันไปพอสมควร
“พอเรื่องเก่าทำท่าจะคลี่คลายเรื่องใหม่ก็ถาถามเข้ามาทันที ทั้งสงครามยูเครน-รัสเซียที่จุดยืนของจีนทำให้นักลงทุนอดหนาวไปตามๆ กันไม่ได้ การที่หุ้นจีน 5 ตัว อาจถูก Delist ออกจากตลาดหุ้นสหรัฐ และล่าสุดกลับมาเขย่าขวัญกันอีกครั้งกับ COVID-19 ที่ทำให้จีน Lockdown เมืองเศรษฐกิจหลักไปหลายเมืองแล้วในช่วงที่ผ่านมาไม่ว่าจะเสินเจิ้น เซี่ยงไฮ้ และกำลังหวั่นใจกันว่าจะขยายไปสู่พื้นที่อื่นเพิ่มเติมอีกอย่างปักกิ่ง ซึ่งน่าจะกระทบกับเศรษฐกิจจีนและเศรษฐกิจโลกพอสมควรเลยทีเดียว”

“กองหุ้นจีนตลาดสหรัฐ” ร่วงแรงสูดไตรมาสแรกเฉลี่ย -23.1%...แต่ภาพรวม “กองหุ้นจีน” ยังมีเงินไหลเข้าสุทธิมากเป็น “อันดับ4” กว่า 5.4 พันล้านบาท
จากสารพัดปัจจัยลบดังกล่าว กดดันให้หุ้นจีนทุกตลาดปรับตัวร่วงไปตามๆ กัน (มากบ้าง น้อยบ้างแตกต่างกันไป) ซึ่งจากข้อมูลของ “บจ.มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย)” ระบุว่า หากไปดูที่ผลตอบแทนตามกลุ่มของกองทุนหลักจะพบว่ากลุ่ม “US Fund China Region” ซึ่งเป็นกอง ETF ที่มีส่วนการลงทุนใน ADR มีผลตอบแทนเฉลี่ยต่ำสุดทั้งในรอบ 3 เดือนและ 1 ปี โดยมีผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ -23% และ -42% ตามลำดับ ซึ่งการปรับตัวลงแรงของกองทุนเหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงที่มีการเปิดเผย 5 รายชื่อหุ้นจีนที่อาจถูกเพิกถอนจากสหรัฐ ทำให้ ADR บริษัทอื่นปรับตัวลงตามไปด้วย
“สำหรับกลุ่ม EAA Fund China Equity (หุ้นจีน+ฮ่องกง), EAA Fund China Equity - A Shares (หุ้นจีน A-Share) และ EAA Fund Greater China Equity (หุ้นจีน+ไต้หวัน) มีผลตอบแทนเฉลี่ยรอบ 3 เดือนที่ค่อนข้างใกล้เคียงกันเฉลี่ยติดลบ -12% ถึง -16%”
อย่างไรก็ตามนักลงทุนก็ยังมีความเชื่อมั่นในพื้นฐานของ “ตลาดหุ้นจีน” สะท้อนได้จากเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าในกลุ่ม “กองหุ้นจีน” ในช่วงไตรมาสที่1/22 กว่า +5,392 ล้านบาท มากเป็น “อันดับ4”(ปี2021 ไหลเข้าสุทธิมากเป็นอันดับ2) รองจากกองหุ้นโลก, กองหุ้นสหรัฐ และ Country Focus Equity ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกองหุ้นเวียดนาม
“กองหุ้นเทคฯ จีน” อาการสาหัสสุดอยู่กลุ่มบ๊วยท้ายตาราง...ส่วนนักลงทุนไทยทำผลตอบแทนใน “กองหุ้นจีน” ได้ต่ำกว่าผลตอบแทนรวม
ผ่านเข้ามาสู่เดือนเม.ย. “กองหุ้นจีน” ก็ยังแดงเดือดต่อเนื่อง ผลตอบแทน “ติดลบทุกกอง” ตั้งแต่ -11.33% ถึง -35.14%
ที่ลบหนักอยู่ท้ายตารางก็ติดลบเฉลี่ย -35% ซึ่งเป็นกลุ่ม “กองหุ้นเทคโนโลยีจีน” เป็นสำคัญ เจอดอกเบี้ยขาขึ้นกระแทกอีกแรงหนึ่ง!!!
และย้อนหลัง 1 ปี กลุ่มท้ายตาราง 5 อันดับผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ -50% ก็ถือว่าค่อนข้างมาก ภาพสะท้อนอยู่ในมูลค่าหน่วยลงทุน (NAV) ของกองทุนที่ต่ำ 10 บาท เหลือประมาณครึ่งหนึ่งเท่านั้น

“ไม่มีใครปฏิเสธว่า ‘หุ้นจีนถูก’ และในแง่พื้นฐานนักลงทุนไทยเองค่อนข้างมั่นใจสะท้อนผ่านเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าสุทธิดังกล่าว แต่ใครที่สนใจจะลงทุนหุ้นจีนทางบลจ.เห็นพ้องตรงกันว่า ‘ไม่ต้องรีบ’ เพราะยังมีปัจจัยลบที่ยังไม่คลี่คลายอยู่พอสมควร ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการที่จะเจอการทยอยหั่นคาดการ์เติบโตทางเศรษฐกิจลงจากสถาบันต่างๆ (ซึ่งเริ่มหั่นให้เห็นกันแล้ว) ตรงนี้ก็จะสะท้อนเข้าไปในหุ้นจีนด้วยเช่นกันทำให้ยังมีโอกาสจะถูกลงได้อีก ตลอดจนความผันผวน รอให้ทุกอย่างนิ่งค่อยเข้าไปลงทุนก็ยังไม่สาย ไม่ต้องรีบร้อน (เพราะหุ้นจีนถูกอยู่แล้วในปัจจุบัน...ไม่ต้องกลัวตกรถนะ) ส่วนใครที่ติดดอยหุ้นจีนอยู่ก็คงไม่ใช่จุดขายแล้วให้ถือหวังผลในระยะยาว เพราะพื้นฐานยังแกร่งไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร”
อย่าไปชักเข้า ชักออก เดี๋ยวจะทำให้ลงทุน “ผิดจังหวะไป” หุ้นขึ้นไปแล้วค่อยตามไปลงทุน สักพักเจอหุ้นตกเลยเจ๊บกันหนัก อย่างข้อมูลจาก “Morningstar” ถึงผลตอบแทนที่นักลงทุนไทยทำได้จากการไปลงทุนใน “กองหุ้นจีน” พบว่า ทำได้แย่กว่าผลตอบแทนรวมของกองหุ้นจีนที่ทำได้
“หากวิเคราะห์เพื่อเป็นการดูว่าโดยเฉลี่ยแล้วผู้ลงทุนไทยได้ผลตอบแทนจากการลงทุนหุ้นจีนตามการลงทุนจริงมากน้อยเพียงใด โดยใช้ค่า ‘Investor Return’ ซึ่งต่างจาก ‘Total Return’ คือ Investor Return จะนำส่วนของเม็ดเงินไหลเข้า-ออกกองทุนมาเป็นส่วนหนึ่งในการคำนวณผลตอบแทน หรือเรียกได้ว่าเป็น ‘dollar-weighted return’ ซึ่งพบว่าโดยเฉลี่ยแล้วการลงทุน ‘กองหุ้นจีน’ นั้นได้ผลตอบแทน Investor Return ที่ต่ำกว่า Total Return หมายความว่านักลงทุนไทยมีการลงทุนหุ้นจีนในช่วงที่กองทุนให้ผลตอบแทนสูงทำให้เมื่อผลตอบแทนอยู่ในช่วงติดลบ นักลงทุนไทยจึงมีส่วนต่างที่เป็นผลลบที่มากกว่านั่นเอง”
ใครเป็นแฟนพันธุ์แท้ “หุ้นจีน” ก็คงต้องอดทนรอกันต่อไป เพราะ “ปัจจัยลบ” หลักๆ ยังคงอยู่ครบ แล้วพร้อมจะพัฒนาขยายวงมาเขย่าตลาดได้เป็นระยะๆ เลยทีเดียว เจอ “ของดี-ราคาถูก” แล้ว แต่...ก็ไม่ต้องรีบร้อนอะไรในช่วงนี้
