“จับชีพจรลงทุน” ไตรมาสที่2/65... สินทรัพย์ไหน “ควรลุย”-สินทรัพย์ไหน “ควรเลี่ยง” !!!
Fun of Funds: ในไตรมาสที่1/65 ที่ผ่านมาเป็นไตรมาสที่มี “ความผันผวน” ค่อนข้างมาก โดยมีปัจจัยกดดันจาก 2 ประเด็นใหญ่ๆ คือ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ เพื่อสกัดภาวะเงินเฟ้อและวิกฤติความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครน
ทำให้นักลงทุนหลายๆ คนอาจจะต้องกุมขมับกับภาวะตลาดทุนในปัจจุบัน จนจับจังหวะลงทุนเพื่อเข้ามาหาโอกาสแสวงหาผลตอบแทนได้ลำบาก
แม้จะเข้าสู่ช่วงไตรมาสที่2/65 แล้วก็ตาม “ปัจจัยลบ” ต่างๆ ก็ยังรุมเร้าและรบกวนบรรยากาศการลงทุนอย่างต่อเนื่อง
เพื่อเป็นตัวช่วยให้แก่นักลงทุนทาง ‘Wealthy Thai’ จึงมีกลยุทธ์การลงทุนที่น่าสนใจจาก “บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)” ที่น่าสนใจมาแบ่งปันแก่ผู้อ่านกัน
“หุ้นสหรัฐ” แนะ ‘เข้าสะสม’- “หุ้นจีน” เป็น ‘จังหวะเข้าลงทุน’...ส่วน “หุ้นไทย” ซื้อ เมื่ออ่อนตัว
โดย “ตลาดหุ้นสหรัฐ” ตลาดหุ้นได้รับรู้ข่าวการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 7-9 ครั้งในปีนี้ของธนาคารกลางสหรัฐฯ ไปพอสมควรแล้ว นอกจากนี้เรายังมองว่าสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ที่ได้ประโยชน์สุทธิในสงครามรัสเซีย-ยูเครน จึงถือว่าเป็นจังหวะที่ดีในการ “เข้าสะสม” กองทุนที่แนะนำได้แก่ KFUSINDX-A, SCBS&P500 และ SCBDJI (A)
“ตลาดหุ้นจีน” แม้ตลาดหุ้นจีนจะปรับตัวลงจากการใช้มาตรการล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 อย่างเข้มงวด (zero COVID policy) แต่ธนาคารกลางของสาธารณรัฐประชาชนจีนยังใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจสวนทางกับธนาคารกลางฝั่งสหรัฐอเมริกาและยุโรป สำหรับนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้ มองเป็น “จังหวะเข้าลงทุน” โดยกองทุนที่เราแนะนำ ได้แก่ KF-HCHINAD, SCBCHA และ K-CHX
“ตลาดหุ้นไทย” มองในช่วงที่เหลือของปีตลาดหุ้นไทยน่าจะยังสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุนได้จากแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจ แต่ต้องเข้าลงทุนในจังหวะที่เหมาะสม เนื่องจากเรามองว่า SET เริ่มขยับเข้าใกล้แนวต้านสำคัญ อาจมีการปรับฐานเป็นระยะๆ แนะนำ “ซื้อ เมื่ออ่อนตัว” โดยกองทุนที่แนะนำ ได้แก่ SCBQUALITYA, M-MIDSMALL-D และ M-ACTIVE
“หุ้นยุโรป” แนะ ‘wait & see’…ส่วน “หุ้นญี่ปุ่น” ยังได้รับผลกระทบเชิงลบระยะยาว
“ตลาดหุ้นยุโรป” แม้สงครามรัสเซีย-ยูเครนเริ่มคลี่คลาย หลังรัสเซียลดระดับปฏิบัติการทางทหารในยูเครนอย่างไรก็ตาม ยุโรปเป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ในครั้งนี้มากที่สุด จึงมองว่าช่วงนี้อาจยังไม่ใช่จังหวะในการเข้าลงทุนในหุ้นยุโรปที่ดีนัก แนะนำให้ “หยุดรอดูสถานการณ์ไปก่อน (wait & see)”

“ตลาดหุ้นญี่ปุ่น” แม้ว่าปีนี้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นจะมีผลตอบแทนดีกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากธนาคารกลางญี่ปุ่นใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายผ่านการซื้อพันธบัตรระยะยาวแบบไม่จำกัดวงเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เรามองว่าหากธนาคารกลางญี่ปุ่นยังคงนโยบายดังกล่าวในระยะยาวอาจส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจญี่ปุ่นในระยะยาวได้จากเงินที่ไหลออก เนื่องจากความต่างของ Bond yield ในญี่ปุ่น และสหรัฐ ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าเป็นอย่างมาก
“พันธบัตร” แนะอายุเฉลี่ยสั้น...ส่วน “กองรีท” ราคาลงลึก ‘เริ่มทยอยลงทุนได้’
“พันธบัตร” การขึ้นอัตราดอกเบี้ย ของธนาคารกลางสหรัฐฯ จะกดดันราคาพันธบัตร โดยพันธบัตรที่มีอายุยิ่งยาว จะมีความเสี่ยงจากการปรับตัวลงของราคาพันธบัตรยิ่งมาก แต่หากใครต้องการหาแหล่งพักเงินในช่วงที่ตลาดมีความผันผวน เรามองว่าพันธบัตรรัฐบาลอายุสั้นหรือตลาดเงินของประเทศที่ยังไม่มีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะมีความปลอดภัยมากกว่า กองทุนที่แนะนำได้แก่ KASF, ONE-FIXED-A และ PRINCIPAL DPLUS-A
“กองทุนอสังหาริมทรัพย์และรีท” แม้ภาวะท่องเที่ยวยังฟื้นตัวไม่มาก แต่ราคาหุ้นถอยมาค่อนข้างลึก อีกทั้งปัญหา COVID ในขณะนี้ไม่รุนแรงถึงขั้นต้องปิดเมืองเหมือนในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เรามองว่าน่าจะ “เริ่มทยอยลงทุนได้” กองทุนที่เราแนะนำคือ ONEPROP-SG, KFGPROP-D, PRINCIPAL GREITs
“สำหรับกองทุนที่ซื้อขายได้ในตลาดหลักทรัพย์ มองว่า DIF และ JASIF ยังเป็นกองทุนที่ให้รายได้ประจำที่น่าสนใจที่สุด สำหรับกองทุนอื่นๆ เราชอบ SPRIME, GVREIT, QHPF, WHART, AMATAR, AIMCG”
“น้ำมัน” & “ทองคำ”...‘ไม่แนะนำให้เข้าลงทุน’ ในช่วงนี้
“น้ำมัน” เป็นสินทรัพย์ที่ปรับตัวขึ้นร้อนแรงที่สุดในไตรมาส 1/65 แต่เรามองว่าการเข้าลงทุนในช่วงนี้จะมีความเสี่ยงที่ค่อนข้างสูง เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครนจะคลี่คลาย สหรัฐอเมริกาต้องระบายน้ำมันจากคลังสำรองทางยุทธศาสตร์เพื่อลดแรงกดดันภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรงก่อนมีการเลือกตั้งกลางเทอมเดือน พ.ย. และการล็อกดาวน์ของจีน อาจทำให้ราคาน้ำมันปรับลงได้ จึง “ไม่แนะนำเข้าลงทุน” ในช่วงนี้
สุดท้าย “ทองคำ” ปรับขึ้นร้อนแรงรองจากน้ำมันในไตรมาส 1/65 อย่างไรก็ตาม เรามองว่าแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ย และค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าในฐานะสินทรัพย์หลบภัย (safe-haven currency) จะเป็นปัจจัยที่กดดันราคาทองคำในระยะต่อไป จึงยัง “ไม่แนะนำให้เข้าลงทุน” ในช่วงนี้
“ความผันผวนกับตลาดทุน เป็นสิ่งที่ควบคู่กันอยู่เสมอ ซึ่งการจะแสวงหาการสร้างผลตอบแทนก็ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์หรือการจับจังหวะลงทุนที่เหมาะสม”
