“กองอินโนเวชั่น” จาก ‘ดาวรุ่ง’ สู่ ‘ดาวร่วง’… เลือดสาดเทกระจาดยกแผง !!!
Fun of Funds: ใครที่ลงทุนในกลุ่ม “หุ้นเทคโนโลยี” เอาไว้คงบอบช้ำไปตามๆ กัน แต่นี่คือธีมยอดฮิตติดอันดับโลกจริงๆ เมื่อพูดถึงธีมการลงทุนแห่งอนาคตนั้น มีต้นกำเนิดมาจากกลุ่ม “หุ้นเทคโนโลยี” เป็นกระแสหลักและแตกแขนงออกไปเป็นธีมย่อยต่างๆ อีกมากมาย หนึ่งในนั้นก็คือหุ้นที่เกี่ยวกับ “อินโนเวชั่น”
ซึ่งถือเป็นหนึ่งธีมที่เคยได้รับความน่าสนใจจากนักลงทุนอย่างคับคั่งจนทำให้การปรับตัวของหลักทรัพย์ขึ้นมาอย่างก้าวกระโดด
แต่นับตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมานั้นทางเดินของกลุ่มหุ้นดังกล่าว ก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไปเพราะเป็นหนึ่งในกลุ่มหุ้นที่ได้รับแรงกระทบอย่างหนักและผลตอบแทนก็ย่ำแย่หนักในช่วงที่ผ่านมา
ภายใต้คำจำกัดความของกลุ่ม “หุ้นเทคโนโลยี” จึงทำให้ได้ผลกระทบเชิงลบตามไปด้วย จากปัจจัยกดดันของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ เพื่อสกัดภาวะเงินเฟ้อ
ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงได้รวบรวมข้อมูลดีที่เกี่ยวกับผลการดำเนินงานของ “กองทุนรวมหุ้นอินโนเวชั่น” มาแบ่งปันให้แก่ผู้อ่านและผู้ที่สนใจกันในครั้งนี้
“KFFVPE-UI” แชมป์กลุ่ม ‘กองหุ้นเทคฯ’…เจ็บตัวน้อยสุดติดลบ -0.96%
โดยกองทุนรวมดังกล่าวได้มีให้นักลงทุนได้เลือกสรรกว่า 43 กองทุน ภายใต้หมวดของ “กองทุนรวมหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก” ซึ่งในด้านของผลการดำเนินงานตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันก็ล้อไปกับกองหุ้นเทคโนโลยีเป็นหลักหรือยังเคลื่อนไหวใน ‘แดนลบ’ เป็นหลักแต่ก็มีความแตกต่างกันออกไปตามนโยบายการลงทุนและกองหลัก
ไล่ตั้งแต่กองทุนที่มีผลการดำเนินงาน ‘ติดลบน้อยที่สุด’ อย่าง “กองทุนเปิดกรุงศรี Finnoventure PE Y2033-ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย (KFFVPE-UI)” ผลตอบแทน (ณ วันที่ 31 มี.ค. 65) ติดลบ -0.96%
“กองทุนเน้นลงทุนในหน่วย private equity โดยไม่จำกัดอัตราส่วนผ่านการลงทุนใน PE ทรัสต์ ชื่อ ‘ฟินโนเวนเจอร์ ไพรเวท อิควิตี้ ทรัสต์ I’ ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อระดมเงินลงทุนแบบจำกัดจำนวนผู้ลงทุนที่มีคุณสมบัติเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมลงทุนในลักษณะของ Venture Capital (VC) ในกิจการ Start-up ของบริษัทเอกชนที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ทั้งในและต่างประเทศ และเป็นกิจการ Start-up ที่มีเทคโนโลยีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของอุตสาหกรรมนั้นๆ ได้แก่ การเงิน (Financial tech) พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) และยานยนต์ (Automotive) เป็นต้น”

ถัดมาเป็น “กองทุนเปิดบัวหลวงโกลบอลอินโนเวชั่นและเทคโนโลยีเพื่อการเลี้ยงชีพ (B-INNOTECHRMF)” ผลตอบแทน (ข้อมูล ณ 25 เม.ย. 65) ติดลบ -14.83%
“กองทุนมีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของ ‘Fidelity Funds - Global Technology Fund’ ชนิดหน่วยลงทุน Class Y-ACC-USD เพียงกองทุนเดียว ซึ่งวัตถุประสงค์ลงทุนในตราสารทุนของบริษัททั่วโลกที่มีการพัฒนาด้านผลิตภัณฑ์ กระบวนการ หรือบริการ อันจะนํามาซึ่งประโยชน์อย่างสูงจากความก้าวหน้าและการพัฒนาทางเทคโนโลยี”
ต่อมาเป็น “กองทุนเปิด วี โกลบอล อินโนเวทีฟ เฮลธ์แคร์ (WE-GIHEALTH)” ผลตอบแทน (ข้อมูล ณ วันที่ 25 เม.ย. 65) ติดลบ -15.72%
“ที่จะลงทุนหน่วยลงทุนของกองทุนรวมตราสารทุน (หุ้น) ต่างประเทศ และกองทุนรวมอีทีเอฟตราสารทุนต่างประเทศ ที่มีนโยบายการลงทุนในหลักทรัพย์หรือตราสารของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจหรือได้รับประโยชน์จากการเติบโตของธุรกิจทางการแพทย์ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) การวินิจฉัยโรค (Diagnostics) เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิต (Life Sciences Tools) ดิจิทัล เฮลธ์ (Digital Health) เภสัชกรรม (Pharmacy) เทคโนโลยีทางการแพทย์ (Medical Technology) เครื่องมือทางการแพทย์ (Medical Device) รวมทั้งบริษัทที่เกี่ยวกับกับอุตสาหกรรมทางการแพทย์”
และสุดท้าย “กองทุนเปิดฟิลลิปเวิลด์อินโนเวชั่นเพื่อการเลี้ยงชีพ (PWINRMF)” ผลตอบแทน (ข้อมูล ณ วันที่ 26 เม.ย. 65) ติดลบ -17.13%
“ซึ่งมีนโยบายลงทุนหน่วยลงทุนต่างประเทศและกองทุนรวมอีทีเอฟต่างประเทศ ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นที่มีโอกาสเติบโตสูงและได้รับประโยชน์จากการพัฒนาของเทคโนโลยีและนวัตกรรมในระยะยาว พร้อมกับได้มีการคัดเลือกลงทุนในเมกะเทรนด์หลัก 5 ธีม ได้แก่ ไบโอเทคโนโลยี, นวัตกรรมอินเทอร์เนต, วีดีโอเกม-อีสปอร์ต, ไซเบอร์ซิเคียวริตี้ และนวัตกรรมด้านอุตสาหกรรม ทั้งนี้กองทุนสามารถปรับสัดส่วนการลงทุนเพิ่มเติม เพื่อให้สอดคล้องกับธีมเมกะเทรนด์อื่นๆ ที่น่าสนใจในอนาคต”
โดยทั้ง 4 กองทุน เป็นกองทุนที่มีผลการดำเนินงาน “ติดลบน้อยสุด” หรือ “ไม่เกิน -20%” แต่ในมุมกลับกันก็จะมีกองทุนที่ “ติดลบค่อนข้างหนัก” หรือ “มากกว่า -40%” จะเป็นกองทุนที่ลงทุนในกอง “NikkoAM ARK Disruptive Innovation Fund” และ “ARK Innovation ETF” เป็นหลัก ซึ่งมีบริษัท ‘ARK invest’ เป็นที่ปรึกษาและเป็นผู้บริหารจัดการกองทุนตามลำดับ
“กลุ่มหุ้นอินโนเวชั่น...เป็นกลุ่มที่มีความเติบโตได้ดีในอนาคต เพียงแต่ว่าการสร้างรายได้และกำไรในปัจจุบันยังไม่สอดคล้องไปกับราคาหุ้นมากนักและผนวกกับปัจจัยกดดันของตลาด จึงทำให้เกิดแรงเทขายอย่างหนักและส่งผลตัวผลการดำเนินงานของกองทุนออกมาได้ไม่ดีนัก”
