จัดไว้ติดพอร์ต “หุ้นคุณภาพ-ปันผลสูง” & “Real Estate”... ทางเลือกฝ่า “ตลาดหมี” ครึ่งปีหลัง !!!
Fun of Funds: เป็นเวลาที่ผ่านมากว่า 5 เดือนกว่าหรือใกล้ๆ จะเข้าสู้ครึ่งปีของปี 65 ที่ตลาดทุนตลาดการเงินต้องเผชิญกับปัจจัยลบที่เข้ามากระทบจนทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนเป็นอันต้อง “ติดลบ” ในตลาดทุนหลายประเทศ
ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่ก็ยังคงมีความกังวลอยู่ไม่น้อยเกี่ยวกับสถานการณ์ของตลาดทุนในอนาคตข้างหน้าไม่ว่าจะเป็น “ระยะสั้น” และ “ระยะยาว” จะเกิดอะไรขึ้นอีกหรือไม่?
สัญญาณ “เศรษฐกิจถดถอย” ผสมกับ “เงินเฟ้อสูง” จะกดดันตลาดการลงทุนให้กลายร่างจาก “กระทิง (Bull)” สู่ “หมี (Bear)” อย่างเต็มตัวหรือไม่?
เพื่อเป็นการให้นักลงทุนเห็นภาพของตลาดที่ชัดเจนในวันนี้ ‘Wealthy Thai’ จึงได้มีมุมมองของตลาดทุนในระยะข้างหน้าจากผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนมาฝากแก่ผู้อ่านและผู้ที่สนใจกัน
มองตลาดยัง “ผันผวน” ถึงสิ้นปี...หลายตลาดกลายร่างสู่ “Bear Market”
โดย “สันติ ธนะนิรันดร์” ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด ก็ได้แสดงมุมมองว่า ภาพรวมของตลาดต่อจากนี้ไปถึงช่วงสิ้นปี 65 ยังมีความแปรปรวนอยู่อีกไม่น้อย ซึ่งทำให้ตลาดทุนในหลายๆ ประเทศเข้าสู่ภาวะ “Bear Market” และด้วย 2 ปัจจัยหลักอย่างตัวเลข “เงินเฟ้อ” และ “อัตราดอกเบี้ย” ที่เป็นสิ่งทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่มีความกังวลอยู่ค่อนข้างสูง จึงเป็นปัจจัยที่นำมาใช้พิจารณาในการลงทุนต่อจากนี้
ซึ่งในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น “พันธบัตรรัฐบาล” ในระยะยาวจะมีความผกผันตามยีลด์ที่ปรับตัวสูงขึ้นซึ่งก็จะทำให้ผลตอบแทนจากสินทรัพย์ดังกล่าวปรับตัวลดลง แต่อย่างไรก็ดี “ตราสารหนี้ระยะสั้น” ก็ยังลงทุนได้

(สันติ ธนะนิรันดร์)
“ขณะที่ ‘ราคาหุ้น’ ก็จะมีความผกผันเช่นเดียวกัน โดยในแง่ของ P/E ก็มีโอกาสที่จะปรับตัวลดลงได้ภายใต้สถานการณ์อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น เนื่องจากนักลงทุนอาจหันไปสร้างผลตอบแทนจากสินทรัพย์อื่นๆ มากขึ้นและความน่าสนใจในการลงทุนหุ้นที่จะลดน้อยลง”
ชู “หุ้นคุณภาพ-ปันผลสูง” & “Real Estate”...ทางเลือกลงทุนฝ่า “Bear Market”
จากสถานการณ์ข้างต้นเรามองว่าสินทรัพย์ที่จะมีความน่าสนใจมากขึ้นคือ “กลุ่มหุ้นคุณภาพ” หรือเป็น “หุ้นที่มีการจ่ายปันผลสูง” มีความสามารถในการเพิ่มราคาผลิตภัณฑ์ได้โดยไม่มีผลกับความต้องการภาคการบริโภค ซึ่งประกอบไปด้วยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ที่ยังมีความต้องการใช้ที่ค่อนข้างสูงและสถานะทางการเงินที่ยังแข็งแกร่ง
ถัดมาเป็น “สินทรัพย์อสังหาริมทรัพย์ (Real estate)” ซึ่งเป็นการลงทุนในกองทุนที่มีพื้นหลังการลงทุนในสินทรัพย์อย่าง โรงไฟฟ้า ทางด่วน และระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ที่จะมีความได้เปรียบในด้านการตัวปรับหรือปรับราคาได้ตามตัวเลขเงินเฟ้อ ด้วยการทำสัญญากับภาครัฐบาล
“คำแนะนำการลงทุนในช่วงภาวะตลาด ‘Bear Market’ ก็อาจจะไม่ต้องรีบร้อนลงทุนมากนัก เนื่องจากเป็นช่วงที่ต้องใช้ระยะเวลาค่อนข้างนานและมีความแปรปรวนที่ค่อนข้างสูง ทำให้การลงทุนจะต้องเลือกสินทรัพย์ที่สอดคล้องกับภาวะดังกล่าวและสู้กับปัจจัยอย่างดอกเบี้ยขาขึ้นกับเงินเฟ้อได้” สันติ กล่าวเพิ่มเติม

มองลบ “หุ้นสหรัฐ” & “หุ้นยุโรป” ให้น้ำหนัก ‘น้อยกว่าตลาด’...เหตุปัจจัยลบยังรุมเร้า
หากมองเป็นรายภูมิภาคเราให้น้ำหนัก “หุ้นสหรัฐ” น้อยกว่าตลาด (underweight) เนื่องจากนโยบายการเงินที่เข้มงวดจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่ค่อนข้างแรงและมูลค่าหุ้นที่ยังค่อนข้างสูง แต่อย่างไรก็ดียังคงแนะลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่และสินทรัพย์ที่เกี่ยวกับระบบสาธารณูปโภค
ขณะที่ “หุ้นยุโรป” ถือเป็นตลาดที่ได้รับปัจจัยจากตัวเลขเงินเฟ้อด้วยปัญหาทางด้านพลังงานที่เกิดขึ้นจากสงครามรัสเซียและยูเครน จึงมีโอกาสที่เงินเฟ้อจะขึ้นไปแตะระดับที่ 7% ได้ในปีนี้ ซึ่งเป็นปัจจัยที่บริษัทให้ความสำคัญจึงยังให้น้ำหนักในหุ้นยุโรปที่น้อยกว่าตลาด (Underweight)
มองบวก “หุ้นจีน” & “หุ้นญี่ปุ่น” ให้น้ำหนัก ‘มากกว่าตลาด’....ส่วน “อาเซียน” น่าสนใจกว่า ‘เอเชียเหนือ’
ส่วน “ตลาดหุ้นจีน” มีมองมุมมองว่าค่อนข้างน่าสนใจ ด้วยมูลค่าหุ้นที่ปรับตัวลดลงทำให้หุ้นบริษัทหลายแห่ง P/E อยู่ที่ราว 10 บาทต่อหุ้น และเทียบกับการเติบโตของกำไรสุทธิที่ยังสามารถไปต่อได้ดีหรืออยู่ในระดับตัวเลขสองหลักจึงประเมินว่ามูลค่าหุ้นที่ลงมาเกินกว่ามูลค่าที่บริษัทจะเป็น
“แต่อย่างไรก็ดีนโยบาย Zero COVID-19 ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่มีอยู่และอาจนโยบายที่ภูมิภาคต่างๆหยิบขึ้นมาใช้ด้วยการปิดเมืองเป็นพื้นที่ไป ซึ่งอาจนำไปสู่ผลกระทบเชิงลบในด้านการบริโภค แต่ในขณะเดียวกันก็อาจเป็นปัจจัยบวกให้นโยบายการเงินเกิดความผ่อนคลายเพื่อรองรับกับเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง”
ขณะเดียวกัน “ตลาดหุ้นญี่ปุ่น” เราก็มีมุมมองในลักษณะที่คล้ายคลึงกันด้วยตัวเลขเงินเฟ้อที่ยังค่อนข้างต่ำและมูลค่าหุ้นที่ยังไม่แพงมากนัก จึงเป็นประเทศที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างมากด้วยการที่สามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้ทำให้ทั้ง หุ้นญี่ปุ่นและหุ้นจีน เป็น 2 ตลาดที่เราให้น้ำหนักมากกว่าตลาด (Overweight)
นอกจากนี้ “ตลาดหุ้นเอเชีย” เราค่อนข้างให้น้ำหนักมากกว่าตลาดฝั่งตะวันตก แต่ฝั่ง ‘ตลาดเอเชียเหนือ’ ก็เป็นภูมิภาคที่รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นและวัฏจักรของเซมิคอนดักเตอร์ขาลงจึงอาจดูไม่น่าสนใจ แต่หากมองในฝั่ง ‘อาเซียน’ หลายประเทศเป็นผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์และฟื้นตัวจากภาคการท่องเที่ยวจึงมีความน่าสนใจกว่า
“ในช่วงภาวะตลาด Bear Market นักลงทุนอาจจะต้องใช้ความระมัดระวังและใจเย็นพอสมควรที่จะตัดสินใจลงทุน ซึ่งสินทรัพย์ที่น่าสนใจหรือสามารถเอาชนะภาวะตลาดเช่นนี้ก็มีให้เลือกสรรได้เช่นกัน เพียงแต่อาจจะต้องจับตาดูตลาดให้ถี่ถ้วนก่อนจะลงทุนเท่านั้นเอง”
