“ฐานเศรษฐกิจ แคปพิตอล” มาแล้ว!!!...“บลน.” ลูกสื่อ ร่วมชิงเค้ก ‘ตัวแทนขาย-สายการเงิน’
สาระ Fund วันละนิด: วันนี้จะพามาส่องผลประกอบการของ “บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.)” ซึ่งมีวัตถุประสงค์ค่อนข้างชัดเจนว่าจะโฟกัสในเรื่องของการขายกองทุนเป็นสำคัญว่างั้น
ปัจจุบันบริษัทที่สามารถ “ขายหน่วยลงทุนกองทุน” ได้นั้น จะเป็นแบงก์ ประกัน โบรกเกอร์ ก็ได้ เพียงแค่มี “ใบอนุญาตประเภท ง” เท่านั้นเอง
ครั้งนี้เราคงจะโฟกัสไปที่นักลงทุนคุ้นเคยและประกาศตัวเป็น “บลน.” ชัดเจน เป็นหลัก ต้องบอกว่าในปี21 ที่ผ่านมานั้นเกินครึ่ง “ขาดทุน” มากกว่ากำไร !!!
ตามไปดูข้อมูลที่น่าสนใจไปพร้อมๆ กับทีมงาน ‘Wealthythai’ ได้เลย
“แอสเซนด์ เวลธ์” ขายกองทุนผ่าน “TRUE Money”…ปี21 ยังขาดทุน -9.08 ลบ. ขาดทุนเพิ่มขึ้น -120.39%
ต้องบอกว่าส่วนใหญ่ที่ออกมาตั้ง “บลน.” จะเป็นคนในแวดวง “กองทุนรวม” มาก่อน หรืออยู่ในแวดวงการเงินเป็นสำคัญ ที่ผันตัวเองมาทำธุรกิจด้านนี้
และ “ตัวแทนขายกองทุน” ส่วนใหญ่ก็จะเป็นบริษัทด้านการเงินเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นบลจ.เอง แบงก์ โบรกเกอร์ หรือประกันก็ตาม นอกจากการพัฒนาระบบเทคโนโลยีมาเป็นตัวชูโรงแล้ว ก็ยังมี “ตัวแทนขายอิสระ” มาช่วยเสริมทัพให้กับเหล่าบลน.เหล่านี้ด้วยเช่นกัน

แต่ก็เห็นการขยับเข้ามาของธุรกิจอื่นที่ไม่ใช่ธุรกิจการเงินโดยตรงเช่นกัน ก่อนหน้า “TRUE Money” ก็ต่อยอดให้นักลงทุนสามารถซื้อขายกองทุนผ่านแอพ TRUE Money ได้เช่นกัน โดยร่วมมือกับ “บลน.แอสเซนด์ เวลธ์” ด้วยเครือข่ายผู้ใช้งานแอพ TRUE Money น่าจะเป็นแต้มต่อที่ดีเมื่อรกเข้าสู่ธุรกิจนี้ แต่ผลประกอบการของบลน.แอสเซด์ เวลธ์ในปี21 ที่ผ่านมานั้น มีผลขาดทุน -9.08 ล้านบาท จากปี20 ที่ขาดทุน -4.12 ล้านบาท หรือขาดทุนเพิ่มขึ้น -120.39%
“สนามนี้อาจไม่ง่าย...แต่ตลาดก็มีความน่าสนใจ ล่าสุดธุรกิจสื่ออย่าง ‘ฐานเศรษฐกิจ’ เองก็กระโดดเข้ามาร่วมวงด้วยเช่นกัน โดยตั้ง ‘บลน.ฐานเศรษฐกิจ แคปพิตอล’ ถือหุ้นโดย ‘บจ.ฐานเศรษฐกิจ มัลติมีเดีย’ 99.99% ด้วยทุนจดทะเบียน 25 ล้านบาท เริ่มธุรกิจเมื่อวันที่ 20 ม.ค. 22 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการขยับเข้ามาในตลาดนี้ของธุรกิจที่ ‘ไม่ใช่สถาบันการเงิน’ ที่น่าจับตาและเข้ามาสร้างสีสันให้กับตลาดนี้ได้เป็นอย่างดี”
“ฟินโนมีนา” ควงแขน “เวลธ์ เมจิก”...โชว์ผลกำไรปี21 เติบโต +496.77% และ +121.94% ตามลำดับ
ย้อนกลับมาดูของ “บลน.” ที่ตั้งมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะและในตลาดกองทุนปัจจุบันที่เป็นดาวเด่นคงมีไม่กี่รายซึ่งทีมงาน Wealthythai หยิบยกมาเพียง 5 ราย พบว่า...สถานการณ์โดยรวมก็ต้องถือว่า ไม่ดีเท่าไรนักมีเพียง 2 แห่ง ที่มีกำไรเพิ่มขึ้น ได้แก่ “ฟินโนมีนา” โชว์กำไรปี21 ที่ 29.6 ล้านบาท จากปี20 ที่ 4.96 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น +496.77% เป็นการเติบโตทั้งในส่วนของรายได้และกำไร ส่วนสำคัญอาจมาจากการปรับโมเดลธุรกิจที่รับจัดพอร์ตด้วยเงินขั้นต่ำ 500,000 บาท ก็ลงทุนได้ ทำให้เม็ดเงินไหลเข้ามาเป็นกอบเป็นกำ
อีกแห่งได้แก่ “เว็ลธ์ เมจิก” ก็พลิกฟื้นขึ้นมามีกำไร 0.04 ล้านบาท จากปีก่อนที่ขาดทุน 0.20 ล้านบาท หรือมีกำไรเพิ่มขึ้น +121.94%
ในขณะที่ “เวลธ์ รีพับลิค” มีกำไรลดลงเหลือ 0.28 ล้านบาท กำไรลดลง -89.31% จากปีก่อน

ในขณะที่อีก 2 บลน. ยังโชว์ตัวเลขขาดทุนในปี21 ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น “อมุนดิ (ปทท.)” ขาดทุน -13.66 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้น -88.67% และ “โรโบเวลธ์” ขาดทุน -92.83 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้นจากปีก่อน -2,537.22%
สำหรับบลจ.ก็ยังคงต้องมุ่งมั่นขายกองทุนของตัวเองต่อไปในทุกช่องทางที่ทำได้ ถ้าได้ตลาดใหม่ด้วยก็ดี อย่างน้อยฐานลูกค้าเก่าก็ต้องรักษาไว้ให้ได้
ส่วน “ตัวแทนขาย” ก็ขายให้ทุกบลจ. ถ้าขายให้เราได้ก็ดี ถ้าขายให้บลจ.อื่นก็เหนื่อย บลจ.ก็หวังให้ตัวแทนขายเองช่วยขยายฐานลูกค้าออกไปให้กว้างขึ้น ใหญ่ขึ้นจากที่ตัวบลจ.มี แต่ในทางปฏิบัติ...ทำได้แบบนั้นจริงหรือ? เพราะฐานลูกค้ากองทุนจริงๆ อาจจะทับซ้อนกัน จากที่เคยลงทุนบลจ. A ก็มาลงทุนบลจ.อื่นๆ B, C, D, E, F ได้ง่ายขึ้น ลูกค้าได้ประโยชน์ บลน.ได้ประโยชน์ แต่บลจ.ไม่แน่?
เมื่ออุตสาหกรรมกองทุนรวมเติบโตขึ้นทุกปี แน่นอนว่า...ธุรกิจ “ขายหน่วยลงทุน” ก็น่าจะโตตามไปด้วย โดยเฉพาะในยุคเทคโนโลยีก้าวหน้า นักลงทุนไม่ต้องการถูก “จำกัด” ให้ซื้อเฉพาะบลจ.ใดบลจ.หนึ่งเท่านั้น ตลาด “บลน.” ก็น่าจะไปได้ดี แต่ถ้าดูภาพรวมผลประกอบการในปีที่ผ่านมานั้น ก็ยังเป็นคำถามเล็กๆ ว่า...มันดีเช่นนั้นจริงหรือไม่? เพราะมาร์จิ้นในการขายกองทุนบางมากเมื่อเทียบกับ “การขายประกัน” ถ้าวอลุ่มไม่ใหญ่จริง อาจลำบากได้เช่นกัน
