“กองหุ้นไทย” 5 เดือนแรก ‘แชมป์-บ๊วย’ ผลงานต่างกันกว่า 20%… ลงทุนทุกครั้ง อย่าละเลย “นโยบายลงทุน” นะ!!!
สาระ Fund วันละนิด: “หุ้นไทย” ช่วง 5 เดือนแรกปี22 ถือว่าแข็งแกร่ง SET Index +0.35% ไม่แดงตามตลาดอื่นในโลกก็ถือว่า...ดีมากแล้ว
และ “หุ้นใหญ่” ก็ดูจะ Outperform “หุ้นขนาดเล็ก” สะท้อนผ่านดัชนี SET50 ที่ +1.16% ในขณะที่ดัชนี sSET ติดลบ -1.76%
แต่ “กองหุ้นไทย” ที่มี ‘ผลงานดีสุด’ สามารถทำผลตอบแทนได้สูงถึง +9.38% ได้แก่ TISCOWB-A
ในขณะที่กองที่มี ‘ผลงานแย่สุด’ ในช่วงเวลาเดียวกันผลตอบแทนติดลบ -10.37% ได้แก่ M-SELECTCG หรือต่างกันอยู่ 19.75% เลยทีเดียว แม้จะเป็นกองทุนในกลุ่ม “กองหุ้นทั่วไป” (Equity General) เหมือนกันก็ตาม
อะไรที่ทำให้ “ที่สุดกองหุ้นไทย” ทั้ง 2 มีผลงานต่างกัน ตามทีมงาน ‘Wealthythai’ ไปดูพร้อมๆ กันได้เลย

“TISCOWB-A” แชมป์กองหุ้นไทยผลงานดีสุด 5 เดือนแรก +9.38%...ในขณะที่ “M-SELECTCG” รั้งท้ายตาราง ผลตอบแทนติดลบ -10.37%
ในช่วง 5 เดือนแรกปี22 ดัชนี SETWB ปรับตัวขึ้นมาได้อย่างโดดเด่น (ข้อมูล ณ 31 พ.ค. 22) +7.82% ซึ่งก็สอดคล้องกับภาพของ “กองหุ้นไทย” ที่คว้าแชมป์ผลตอบแทนสูงสุดในช่วง 5 เดือนแรก ด้วยเช่นกัน
เพราะ “TISCOWB-A: กองทุนเปิดทิสโก้ หุ้นไทย Well-being ชนิดผู้ลงทุนทั่วไป” เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นที่เป็นส่วนประกอบของดัชนี SET Well-being (SETWB) อยู่แล้ว ทำผลตอบแทนได้ +9.38%
สำหรับ “ดัชนี SETWB” เป็นดัชนีที่สร้างขึ้นมาเพื่อสะท้อนการเคลื่อนไหวของกลุ่มหลักทรัพย์ 30 หลักทรัพย์ใน 7 หมวดธุรกิจที่ไทยมีศักยภาพในการแข่งขันและเป็นธุรกิจที่ผู้ลงทุนต่างชาติให้ความสนใจ ซึ่งการเติบโตของธุรกิจเหล่านี้มีผลต่อการขยายตัวของ GDP และนำมาสู่การสร้างรายได้แก่คนในประเทศและช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่คนไทยโดย 7 หมวดธุรกิจนั้นประกอบไปด้วย
-
หมวดธุรกิจการเกษตร (Agribusiness)
-
หมวดธุรกิจพาณิชย์ (Commerce)
-
หมวดธุรกิจแฟชั่น (Fashion)
-
หมวดธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (Food and Beverage)
-
หมวดธุรกิจการแพทย์ (Health Care Service)
-
หมวดธุรกิจการท่องเที่ยวและสันทนาการ (Tourism & Leisure)
-
หมวดธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ (Transportation & Logistics)
“ซึ่งกอง TISCOWB-A สามารถลงทุนในหุ้นได้ทุกขนาดไม่จำกัดและลงทุนได้ทุกตลาด ซึ่งหน้าตาของหุ้นในพอร์ตจะเป็น “หุ้นใหญ่” ที่เป็น “หุ้นคุณค่า” เป็นสำคัญ”
โดย 5 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนมากสุด ณ 29 เม.ย. 22 ได้แก่ พาณิชย์ 41.23%, ขนส่งและโลจิสติกส์ 23.79%, อาหารและเครื่องดื่ม 16.53%, การแพทย์ 6.83% และการท่องเที่ยวและสันทนาการอีก 5.23% โดยหุ้นที่ลงทุนมากสุด 5 อันดับ ได้แก่ AOT 11.87%, BJC 9.23%, CPALL 9.02%, CRC 7.14% และ MINT 7.02%”

ในขณะที่ “M-SELECTCG: กองทุนเปิดเอ็มเอฟซีซีเล็คหุ้นทุนธรรมาภิบาลไทย” ที่มีผลงานท้ายตารางในช่วง 5 เดือนแรกที่ผ่านมานั้น ผลตอบแทนติดลบ -10.37% จะเน้นลงทุนในหุ้นที่มีการกำกับดูแลกิจการที่ดี รวมถึงบริษัทที่ได้รับการรับรองเป็นสมาชิกแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น (CAC) ซึ่งเป็นหนึ่งในการลงทุนที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งเป็นกระแสการลงทุนหลักของโลกในปัจจุบัน
“กองM-SELECTCG เองก็ไม่มีข้อจำกัดในเรื่องขนาดของหุ้นที่ลงทุนเช่นเดียวกัน ซึ่งบุคลิกของหุ้นในพอร์ตก็เป็น ‘หุ้นใหญ่’ และเป็นสไตล์ ‘หุ้นคุณค่า’ เช่นเดียวกัน”
หน้าตาหุ้นในพอร์ต ณ วันที่ 29 เม.ย. 22 นั้น ประกอบด้วย 5 อุตสาหกรรม ดังนี้ พลังงาน 21.39%, ธนาคาร 11.22%, พาณิชย์ 10.67%, ขนส่ง 8.72% และเทคโนโลยีและการสื่อสาร 8.26% โดยหุ้นที่ลงทุนมากสุด 5 อันดับแรก ประกอบด้วย AOT 6.77%, PTT 5.89%, BLA 4.99%, ADVANC 4.80% และ PTTEP 3.48%”
“จะเห็นว่า...แม้จะเป็น ‘กองหุ้นไทย’ ที่ลงทุนในตลาดเดียวกันก็ตาม แต่นโยบายการลงทุนที่แตกต่าง การให้น้ำหนักหุ้นในแต่ละกลุ่มแต่ละตัวที่แตกต่างกัน ก็จะนำสู่ผลลัพธ์ของผลตอบแทนที่แตกต่างกันได้เช่นกัน ดังนั้น เลือกกองทุนให้สนใจ ‘นโยบายการลงทุน’ เป็นอันดับแรกว่าตรงใจและตอบโจทย์ตัวเองและเป้าหมายการลงทุนของตัวเองหรือไม่เป็นสำคัญ”
สุดท้าย...ต้องขอย้ำว่า นี่เป็นการมองภาพ Snapshot ในช่วงเวลา 5 เดือนแรกปี22 เท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่า...ไม่ได้หมายความว่า กองทุนนี้ดี หรือไม่ดี แต่ประการใด เพราะหุ้นแต่ละประเภทและแต่ละสไตล์ก็มีช่วงเวลาที่ดีของตัวเองในจังหวะตลาดที่อาจจะแตกต่างกันออกไปด้วยเช่นกัน “ผลตอบแทน” ของกองทุนต่างๆ นั้นเป็นผลลัพธ์จากสินทรัพย์ที่อยู่ในพอร์ตเป็นสำคัญ รู้เช่นนี้แล้ว...ลงทุน “กองทุนรวม” ครั้งหน้า อย่าละเลยนโยบายการลงทุนนะ
