Official Update :

ล็อกเป้า “ธีมเฮลธ์แคร์” สถิติฟ้องผลตอบแทนดีแม้ ‘เงินเฟ้อสูง’... ชี้จังหวะเก็บ “ราคาร่วง” จนน่าสนใจ-แนะมีติดพอร์ต 15-20% !!!

Fun of Funds: “ธีมเฮลธ์แคร์” (Healthcare) เป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์ใหญ่ในโลกของการลงทุนที่คู่ขนานมากับ “ธีมสังคมสูงอายุ” (Aging Society)


หากมองผลตอบแทนของกลุ่ม “กองหุ้นเฮลธ์แคร์โลก” ในระยะสั้นช่วง 5 เดือนแรก (ข้อมูล ณ 31 พ.ค. 22) และ 1 ปี จะไม่สวยเท่าไรนักติดลบเฉลี่ย -14% และ -8% ตามลำดับ แต่ในระยะยาว 3 ปี 5 ปี และ 10 ปี ก็ยังคงให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ดีเฉลี่ย 9.20% ต่อปี, 6.67% ต่อปี และ 11.05% ต่อปี ตามลำดับ


แม้มุมมองหรือสไตล์การลงทุนของแต่ละบุคคลนั้น ย่อมมีความแตกต่างกันออกไป แต่หนึ่งอย่างที่มักสิ่งที่นักลงทุนเห็นพ้องต้องกันก็คือการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสถียรภาพและสร้างผลตอบแทนได้ดีในระยะยาว


และหนึ่งกลุ่มธุรกิจที่มีความทนทานกับภาวะตลาดที่มีความผันผวนหรือปรับตัวขึ้นได้ในยามที่ตลาดเกิดวิกฤตอย่าง “ธุรกิจเฮลธ์แคร์” ที่เรียกได้ว่ามีความโดดเด่นขึ้นอย่างเด่นชัด


นอกจากนี้สถิติยังฟ้องว่ากลุ่มธุรกิจนี้ยังคงสร้าง “ผลตอบแทนได้ดี” แม้ในช่วงที่ “เงินเฟ้อสูง” ก็ตาม


ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ เองก็อยากจะพาผู้อ่านและผู้ที่สนใจไปเจาะลึกกับความน่าสนใจและโอกาสการลงทุนใน “ธุรกิจเฮลธ์แคร์” ผ่านผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนมาฝากกัน



“สังคมสูงอายุ”
& “นวัตกรรมการแพทย์”...หนุนธีม “เฮลธ์แคร์” โตต่อเนื่องระยะยาว

ปัจจุบันสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง “ตราสารทุน” หรือ “หุ้น” ก็มีธุรกิจที่มีความหลากหลายมากขึ้นจนเป็นตัวเลือกให้แก่ผู้ลงทุนตั้งแต่ธุรกิจที่มีการเติบโตได้ดีในระยะยาว ระยะสั้น ไปจนถึงธุรกิจที่มีความเสี่ยงมากไปจนถึงน้อย แต่หุ้น “กลุ่มเฮลธ์แคร์” ก็มักเป็นกลุ่มที่นักลงทุนส่วนใหญ่สนใจลงทุนเสมอมา


โดย ดร.ชาญวุฒิ รุ่งแสงมนูญผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กองทุนต่างประเทศ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า “กลุ่มเฮลธ์แคร์” มีปัจจัยสนับสนุนให้เติบโตได้ต่อเนื่อง จากอัตราการเกิดขึ้นของประชากรสูงอายุในปัจจุบันมีตัวเลขที่สูงขึ้นและยังคงมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องซึ่งประมาณการว่าใน 10 ปีข้างหน้ากลุ่มประชากรดังกล่าวจะอยู่ที่ 1 ใน 4 ของโลก



(ดร.ชาญวุฒิ รุ่งแสงมนูญ)



“ซึ่งค่าใช้จ่ายในด้านสุขภาพหรือค่ารักษาพยาบาลยิ่งเป็นกลุ่มที่มีอายุสูงก็ยิ่งที่มีค่าใช้จ่ายที่สูง ยกตัวอย่างในกลุ่มอายุวัยเกษียณที่จะกระโดดขึ้นมาถึง 40-50% อย่างในยุโรปที่ค่าใช้จ่ายในกลุ่มอายุ 50 จะอยู่ที่ 2,000 ปอนด์ต่อปี แต่หากเป็นอายุ 60 ปีขึ้นไปจะอยู่ที่ 4,000 ปอนด์ต่อปี โดยเทรนด์ดังกล่าวเป็นเทรนด์ทั่วโลก”


นอกจากนี้ “อุตสาหกรรมเฮลธ์แคร์” ได้มีการคิดค้นอินโนชั่นใหม่ๆเข้ามาใช้ในการรักษาโรคใหม่ๆหรือโรคเฉพาะทาง ทำให้เป็นที่ต้องการของกลุ่มผู้ใช้หรือผู้ป่วยที่อยากจะรักษาโรคให้หายด้วยโอกาสการรักษาที่เพิ่มขึ้นตามเทคโนโลยีและอินโนเวชั่นรูปแบบใหม่ จึงเป็นตัวขับเคลื่อนให้กลุ่มเฮลธ์แคร์เติบโตได้ต่อเนื่อง



ชี้ “หุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์” ราคาร่วงจนน่าสนใจ...พื้นฐานแกร่ง-ผลตอบแทนระยะยาวเฉลี่ยมากกว่า 10
% ต่อปี

ในแง่ของการลงทุนในกลุ่ม “ธุรกิจเฮลธ์แคร์” มีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ความเสี่ยงค่อนข้างต่ำและให้ผลตอบแทนที่ดี โดยจากข้อมูล 10 ปีย้อนหลังระดับของผลตอบแทนสูงกว่า 10%ต่อปี ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าระดับความเสี่ยงและในขณะที่ความผันผวนก็อยู่ในระดับที่ต่ำเช่นเดียวกัน


ถัดมาในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนทำให้มูลค่าราคาหุ้นต่างๆ มีการปรับตัวลดลงมา ซึ่งกลุ่มเฮลธ์แคร์ก็ได้มีการปรับตัวลดลงหรือถูกกว่าค่าเฉลี่ยเดิมลงมาที่ 19% ขณะที่ P/E ในเชิงเปรียบเทียบเทรดอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 1 SD (Standard Deviation) จึงทำให้มูลค่าหุ้นเป็นระดับที่น่าสนใจ


ในช่วงที่ทั่วโลกจะต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อสูง ธุรกิจเฮลธ์แคร์ เป็น 1 ใน 3 ธุรกิจนอกจากธุรกิจพลังงานและเทเลคอม ที่สามารถส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากอัตราเงินเฟ้อได้บางส่วน ดร.ชาญวุฒิ กล่าวเพิ่มเติม



แนะมี “หุ้นเฮลธ์แคร์” ติดพอร์ตหุ้น 15 -20
%...เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน-ลดความผันผวน

สำหรับโอกาสการลงทุนใน “หุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์” ระหว่างกลุ่มที่เป็น ‘Defensive’ และ ‘Growth stock’ นั้น ความแตกต่างกลุ่ม Growth stock อัตราเพิ่มขึ้นค่อนข้างเร็วแต่ยังต้องใช้เวลาในการหาผู้ชนะซึ่งก็จะช่วยเพิ่มโอกาสเติบโตให้พอร์ตลงทุนได้ในระยะยาว แต่หากมีเยอะเกินไปก็อาจเพิ่มความเสี่ยงได้ จึงควรกระจายอย่างเหมาะสม





“ส่วนการให้น้ำหนักการลงทุนหรือการจัดสรรเงินในพอร์ตที่เป็นหุ้น 100
% ควรให้น้ำหนักการลงทุนในกลุ่มเฮลธ์แคร์ราว 15-20% เนื่องจากทนทานต่อความผันผวนของตลาดได้ดีและสามารถเติบโตได้โดดเด่น แต่อย่างไรก็ดีไม่ควรกระจุกเงินลงทุนในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากนัก”



MHEALTH” คว้าโอกาสเติบโตไปกับธีมหุ้นเฮลธ์แคร์...Mega Trend ของโลกการลงทุน

ทั้งนี้บริษัทได้นำเสนอกองทุนใหม่ “กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี เฮลธ์ อินโนเวชั่น” (MHEALTH) ที่ลงทุนใน ‘BGF World Healthscience Fund’ (กองทุนหลัก) กระจายการลงทุนอย่างผสมผสานระหว่าง หุ้นคุณภาพ (ธุรกิจเวชภัณฑ์ ธุรกิจบริการทางการแพทย์) ที่ทนทานต่อความผันผวน และ หุ้นเติบโต (ธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพ ธุรกิจอุปกรณ์ทางการแพทย์) เพื่อเพิ่มอัตราผลตอบแทน  


“ซึ่งกองทุนหลัก ได้รับ Morningstar 5 ดาว บริหารโดยมี ‘BlackRock’ ที่มีการลงทุนที่ยืดหยุ่นมีการควบคุมและกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม กองทุนหลักลงทุนในบริษัทระดับชั้นนำด้าน Healthcare เช่น UNITEDHEALTH GROUP INC, Johnson&Johnson, Astrazeneca PLC, PFIZER INC, SANOFI SA และ ELI LILLY ที่มีกิจกรรมหลักทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ เภสัชกรรม เทคโนโลยีทางการแพทย์ และการพัฒนาด้านเทคโนโลยีชีวภาพ”


การลงทุนในธุรกิจการดูแลสุขภาพ (Healthcare) สอดคล้องกับ Mega Trend ถูกขับเคลื่อนโดย 1) การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของประเทศส่วนใหญ่ที่ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ  2) แนวโน้มการใช้จ่ายด้านสุขภาพของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และ 3) อุปสงค์ที่เกิดขึ้นใหม่จากนวัตกรรมทางการแพทย์ที่สำคัญ 5 ด้าน คือ 1.ภูมิคุ้มกันวิทยา (Immunology)  2.เทคโนโลยีในการวินิจฉัยโรค  3.การใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด  4.การนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ด้านการดูแลสุขภาพ 5.การใช้เครื่องมือตรวจวัดและติดตามทางชีวภาพ


ไม่น่าแปลกใจว่า “กลุ่มเฮลท์แคร์” จะเป็นการลงทุนที่ถูกพูดถึงอีกครั้งในช่วงนี้ เพราะไม่เพียงจะเป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์ที่ไม่มีใครปฏิเสธในระยะยาวแล้ว ยังเป็นการลงทุนที่สามารถสร้างผลการดำเนินงานที่ดีได้ แม้ในภาวะที่ “เงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้น” ก็ตาม

Wealth Guy

นักข่าวเลือดใหม่ “สายกองทุน” ที่พร้อมจะนำเสนอข้อมูล ข่าวสาร สาระที่เป็นประโยชน์ มีสีสัน สนุกและเข้าใจง่าย ตอบโจทย์นักลงทุนทุก Generation ให้เข้าถึงโลกของการลงทุนได้อย่างเท่าเทียม