“บลจ.อีสท์สปริง”...แนะจังหวะทยอยสะสม “หุ้นโลก”
Mr.Jeremy H. Butterworth, CFA Vice President and Portfolio Advisor จาก Wellington Management เปิดเผยว่า ปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้สถานการณ์ลงทุนปัจจุบันค่อนข้างมีความท้าทายโดยปัจจัยที่สำคัญและเห็นได้ชัด คือ อัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นมาก เพราะหากมองดีๆ เราไม่ได้เห็นเงินเฟ้อมานานมาก และเงินเฟ้อนี้ก็เพิ่งจะเริ่มเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเท่านั้น แต่กลับมีอัตราเร่งที่ค่อนข้างสูงจนสร้างความกังวลให้กับหลายฝ่าย ทำให้ธนาคารกลางในหลายประเทศปรับเปลี่ยนนโยบาย จากมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) เป็น มาตรการดึงสภาพคล่องออกจากระบบ (QT) และปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในหลายประเทศ แต่อย่างไรก็ตามโดยส่วนตัว Jeremy เชื่อว่าตอนนี้อัตราเงินเฟ้อสหรัฐอเมริกาใกล้เข้าสู่ระดับสูงสุดแล้ว จากที่สัญญาณหลายตัว ได้แก่

-
ปัญหาเรื่องsupply chain ขาดแคลน เริ่มคลี่คลายและผ่อนคลายลง เห็นได้จาก สินค้าที่เคยขาดตลาดช่วงโควิด-19 ไม่ว่าจะเป็น เกม play station หรือ รถยนต์ เริ่มกลับมามีสินค้าออกขายมากขึ้น
-
วิกฤตพลังงานมีความซับซ้อนและไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกันทั่วโลก อย่าง ราคาแก๊ส ในสหภาพยุโรปกับสหรัฐอเมริกาก็มีการปรับขึ้นที่ไม่เท่ากัน จะสังเกตว่าในยุโรปราคาปรับพุ่งขึ้นมาก ต่างกับในสหรัฐอเมริกาอย่างค่อนข้างมีนัยยะ ซึ่งมีข้อที่น่าสนใจสำหรับปัจจัยนี้ เพราะการปรับราคาขึ้นที่ไม่เท่ากันนี้ ทำให้เกิดภาวะที่บางบริษัทได้ประโยชน์ บางบริษัทเสียประโยชน์ ดังนั้นหากเป็นนโยบายลงทุนทั่วโลก จะทำให้ผู้จัดการกองทุนสามารถเลือกลงทุนในบริษัทที่มีแนวโน้มได้ประโยชน์ได้ ประกอบกับโดยส่วนตัวก็เชื่อว่ายุโรปน่าจะผ่านพ้นวิกฤตพลังงานช่วงหน้าหนาวนี้ไปได้
-
อัตราการว่างงานที่ผ่านมาอยู่ในระดับต่ำ และค่าแรงปรับตัวสูง ทำให้มีหลายฝ่ายกังวลว่าเงินเฟ้อจะปรับตัวเร่งขึ้นจากสถานการณ์นี้ แต่Jeremy ชี้ให้เห็นอีกมุมหนึ่งว่า จากนี้เราจะเห็นหลายบริษัทมีการปรับโครงสร้างมากขึ้น ที่เห็นได้ชัด คือ บริษัทเทคโนโนยีเริ่มปรับลดพนักงานลง ไม่ว่าจะสาเหตุจากการลดต้นทุนหรือเทคโนโลยีที่พัฒนามากขึ้น แต่ก็เชื่อว่าปัจจัยนี้น่าจะช่วยปรับสมดุลอัตราการว่างงานได้เช่นกัน
Jeremy กล่าวต่อไปว่า จริงๆแล้วในช่วงเวลาที่ท้าทาย นับเป็นโอกาสทองของการบริหารแบบ active management เพราะจะทำให้สามารถเลือกลงทุนในบริษัทที่มีคุณภาพดีแต่ราคาถูกได้ ประกอบกับGlobal cycle index ของ wellington เอง ก็มีสัญญาณบอกว่า ราคาหุ้นที่มีการปรับฐานไปในปีนี้ ปัจจุบันเริ่มดีดตัวกลับมาได้
นอกนั้นสำหรับ wellington global quality growth แม้ว่า ปีนี้อาจจะ underperform เนื่องจากในปีนี้หุ้น value ทำผลงานได้ดีกว่าหุ้นในกลุ่มเติบโต แต่หากพิจารณาในพอร์ตจะพบว่ายังมีกลุ่มหลายที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทที่ทำซอฟแวร์ให้กับสถาบันการเงิน ออนไลน์โบรคเกอร์ หรือแม้แต่เฮลธแคร์ โดย Jeremy เองก็เชื่อว่าฝั่งเติบโตกำลังจะกลับมา
นายปณิธาน ศรีอินทร์ ฝ่ายกลยุทธ์กองทุนต่างประเทศ บลจ.อีสท์สปริง ยังกล่าวเสริมว่า ปัจจุบันกองทุนหลักของ TMBGQG อย่าง wellington global quality growth นั้น หากดู top10 จะพบว่าไม่มีการลงทุนใน Facebook ทำให้ได้รับกระทบจากการปรับลดลงค่อนข้างน้อย และในส่วนของ top5 ก็มีการลงทุนใน google และ amazon ซึ่งมีอนาคตที่ค่อนข้างสดใส
“ปัจจุบันถือเป็นจังหวะที่ดีที่จะทยอยเข้าสะสม เนื่องจากหากดู P/Eต้นปีก่อนที่จะมีปัญหาสงครามรัสเซียยูเครน นั้นอยู่ที่ 17 เท่า แต่ปัจจุบันพบว่า P/E อยู่ 14 เท่านั้น นับว่าเป็นระดับราคาที่น่าสนใจ และเมื่อเทียบกับ EPS Growth ที่ปัจจุบันที่อยู่ที่ประมาณ 16.7 เท่า ก็ถือว่าดีโดยเปรียบเทียบ ประกอบกับการบริหารกองทุนของ wellington ที่ค่อนข้างเป็นระบบจึงชื่อว่ากองทุนนี้จะสามารถมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวได้”
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
