“บลจ.อเบอร์ดีน”...มองเฟดอาจขยับดอกเบี้ยปีนี้ถึง 6% ปัจจัยลบต่อ “หุ้น-ตราสารหนี้” พร้อมมองหุ้นไทยปีนี้ เคลื่อนไหวในกรอบ 1,670-1,811 จุด
มร.เจเรมี่ ลอว์สัน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์และหัวหน้าฝ่ายวิจัย บลจ.อเบอร์ดีน เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกในปีนี้คาดว่าจะเข้าสู่ภาวะถดถอยแต่คงจะเป็นการถดถอยที่ไม่รุนแรงมากนักและจะเกิดขึ้นกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว โดยกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่อย่างจีนและภูมิภาคเอเชียน่าจะกลับมาสู่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังจากต้องเผชิญกับสถานการณ์โควิด ขณะที่ภาวะเงินเฟ้อน่าจะมีความยืดเยื้อและคงจะอยู่กับเศรษฐกิจโลกไปอีกระยะหนึ่งเนื่องจากได้รับผลกระทบจากการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางที่ล่าช้าในช่วงที่เริ่มมีสัญญาณเงินเฟ้อมาจากการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา
“ถ้าดูตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปจะเห็นภาพที่ค่อยๆ ลดลง และปัญหาขาดแคลนกำลังผลิตในช่วงโควิดเริ่มได้รับการแก้ปัญหาแล้ว ทำให้คาดว่าอัตราดอกเบี้ยของเฟดในปีนี้จะอยู่ที่ระดับ 5% และเฟดอาจจะปรับลดลงได้เพื่อให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจในกรณีที่เกิดภาวะถดถอยรุนแรง อย่างไรก็ตามหากดูค่าแรงที่ยังสูงในประเทศพัฒนาแล้วก็มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะเห็นอัตราดอกเบี้ยเฟดปรับตัวขึ้นไปที่ระดับ 6% ซึ่งเมื่อเป็นแบบนี้แล้วน่าจะส่งผลกระทบในแง่ลบต่อการลงทุนในหุ้นและตลาดตราสารหนี้”
น.ส.ดรุณรัตน์ ภิยโยดิลกชัย หัวหน้าฝ่ายการลงทุนตราสารทุน บลจ.อเบอร์ดีน กล่าวว่าแนวโน้มการลงทุนในตลาดหุ้นไทยคาดว่าจะมีอัพไซด์ที่ประมาณ 10% โดยไทยเป็นตลาดที่มีการฟื้นตัวช้าและน่าจะได้รับประโยชน์จาก 3 ด้านด้วยกันคือ 1.การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ 2.การเข้าลงทุนของต่างชาติในตลาดหุ้นไทย3.การเลือกตั้งภายในประเทศ
“สำหรับฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้คาดว่าจีดีพีในปี2566 จะเติบโตที่ประมาณ 3.6% โดยจะได้รับอานิสงส์จากการที่จีนเปิดประเทศทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวของไทยกลับมาเติบโตมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่านักท่องเที่ยวจีนจะเข้ามาท่องเที่ยวในประทศไทยประมาณ 3-5 ล้านคนในปีนี้ และนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 1 ล้านคนจะมีผลต่อการปรับบขึ้นของจีดีพีประมาณ 0.3%”
ขณะที่การลงทุนของต่างชาติในปีนี้จะเป็นการซื้อสุทธิประมาณ 2 แสนล้านบาทแต่ภาพรวมแล้วในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาการลงทุนของต่างชาติยังเป็นการขายสุทธิทำให้เชื่อว่าจะยังมีโอกาสที่จะกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยอยู่อีกมาก
“เศรษฐกิจไทยน่าจะฟื้นตัวได้ดีจากการท่องเที่ยถึงแม้เศรษฐกิจโลกจะเกิดภาวะถดถอยจนกระทบกับการส่งออกแต่จะได้การท่องเที่ยวกลับมาเป็นตัวขับเคลื่อนหลักแทนได้ ขณะที่ฟันด์โฟลว์มีโอกาสที่จะกลับเข้ามาลงทุนต่อเนื่องจากปีที่แล้วโดยส่วนหนึ่งจะเป็นผลมาจากแนวโน้มการแข็งค่าของเงินบาทที่มากจากความต้องการของนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ส่วนการเลือกตั้งนั้นจากสถิติที่ผ่านมาหุ้นมักมีการปรับตัวขึ้น ซึ่งต่อจากนั้นจะมีการโฟกัสไปที่นโยบายของรัฐบาลใหม่เป็นหลักและเชื่อว่าใน 1 ปีแรกจะยังไม่เกิดความวุ่นวายทางการเมืองเกิดขึ้น”
ทั้งนี้ อเบอร์ดี คาดว่าดัชนีตลาดกหุ้นไทยในปีนี้ น่าจะอยู่ในกรอบ 1,670-1,811 จุด จากสมมุติฐานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน EPS ที่ 107 บาทต่อหุ้น และราคา P/E ที่ประมาณ 15-16 เท่า โดยถือเป็นราคาที่น่าสนใจลงทุนและเป็นโอกาสดีในการเข้าลงทุนเพิ่มหากหุ้นไทยมีการปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตามการลงทุนในตลาดหุ้นไทยมีอัพไซด์ที่ไม่สูงมากนัก นักลงทุนควรมีการคัดเลือกหุ้นที่ได้รับอานิสงส์จากการเปิดประเทศและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเพื่อให้มีโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีกว่า
“เราแนะนำทั้งหุ้นใหญ่ และหุ้นกลาง-เล็ก โดยหุ้นใหญ่น่าจะได้รับอานิสงส์จากฟันด์โฟลว์ โดยหุ้นใหญ่ในกลุ่มอุปโภคบริโภคที่เราสนใจยกตัวอย่างเช่น CPALL, MINT เป็นต้น แต่หุ้นกลุ่มธนาคารอาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้นได้ ส่วนหุ้นกลาง-เล็กก็จะเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ซึ่งที่เรามีการลงทุนอยู่อย่างโรงพยาบาลพระราม 9 ก็ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจเพราะน่าจะได้รับประโยชน์จากนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาในไทยเนื่องจากเป็นโรงพยาบาลที่ทางการจีนแนะนำให้เข้ามาใช้บริการ”
