“บลจ.ไทยพาณิชย์”...คาดสงคราม “สหรัฐ-อิสราเอล” VS “อิหร่าน” กระทบ “หุ้นโลก” ระยะสั้น หากไม่ยืดเยื้อ แนะ “จัดพอร์ต” รับมือ พร้อมทยอยสะสมหุ้น “Technology & AI” ตอบโจทย์ระยะกลาง
ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา (วันที่ 28 ก.พ. – 1 มี.ค. 26) “สหรัฐ” และ “อิสราเอล” เปิดฉากปฏิบัติการทางทหารโจมตี “อิหร่าน” ขณะที่ อิหร่านทำการโจมตีตอบโต้ ไม่เพียงแต่ อิสราเอล เท่านั้น แต่ยังรวมถึง หลายประเทศแถบอ่าวเปอร์เซียด้วย เช่น กาตาร์, UAE, คูเวต, จอร์แดน และ บาห์เรน เป็นต้น
จุดสำคัญ คือ “ช่องแคบฮอร์มุซ” (Strait of Hormuz) ซึ่งมักถูกหยิบยกมาพูดถึงเมื่อมีเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณอ่าวเปอร์เซีย โดยช่องแคบนี้ เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของปริมาณการใช้น้ำมันทั่วโลก และประมาณ 80% ที่ขนส่งผ่านเส้นทางนี้ถูกส่งไปยังเอเชีย
“ดังนั้น การปิดช่องแคบฮอร์มุซ หากเกิดขึ้นจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง”
ล่าสุด มีรายงานข่าวว่า อิหร่านมีความพยายามที่จะเข้าไปปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่ยังไม่มีรายงานว่า สามารถเข้าไปปิดได้โดยสมบูรณ์ อย่างไรก็ดี สถานการณ์การสู้รบ ก็อาจกระทบต่อแผนการเดินทางของเรือขนส่งน้ำมันที่ต้องผ่านเส้นทางนี้ ทำให้มีความล่าช้าออกไปในช่วงเวลานี้
“หุ้นโลก” ได้รับผลกระทบระยะสั้น-หากสงครามไม่ยืดเยื้อ...จับตา “น้ำมัน” พุ่ง ทำเงินเฟ้อสูง กระทบทิศทางดอกเบี้ย ปัจจัยลบ “ตราสารหนี้สหรัฐ” & “หุ้นกลุ่ม Growth”
ทาง “บลจ.ไทยพาณิชย์” (SCBAM) คาดว่า “ราคาสินค้าโภคภัณฑ์” เช่น ทองคำ และน้ำมัน จะตอบรับเชิงบวกต่อสถานการณ์ในอิหร่าน ด้วยการปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงนี้
ด้าน “ตลาดหุ้นโลก” เหตุการณ์การสู้รบและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในระยะหลัง มักมีผลกระทบเชิงลบต่อจิตวิทยาการลงทุนของตลาดหุ้นในระยะสั้นเท่านั้น ถ้าเหตุการณ์นั้นไม่ได้ทำให้เกิดการพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ จนทำให้ธนาคารกลางหลัก ต้องปรับนโยบายการเงินให้ตึงตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง เหมือนเช่นสงครามรัสเซีย-ยูเครน ในปี 2022
“เบื้องต้น ประเมินว่า หากสหรัฐและอิสราเอล สามารถปิดเกมการสู้รบได้เร็วและสามารถควบคุมความเสียหายได้ ‘ตลาดหุ้นโลก’ จะปรับตัวลงในช่วงสั้นแล้วค่อยๆ ฟื้นตัวหลังจากนั้น ในทางกลับกัน กรณีที่อิหร่าน ยกระดับการสู้รบขึ้นเป็นสงครามระดับภูมิภาคที่ลุกลามบานปลายและมีความยืดเยื้อ และ/ หรือ สามารถปิดช่องแคบฮอร์มุซได้โดยสมบูรณ์และกินระยะเวลานาน ตลาดหุ้นโลกมีโอกาสปรับตัวลงแรงและฟื้นตัวช้ากว่าที่เราประเมินได้ อย่างไรก็ดี รายงานข่าวการเสียชีวิตของผู้นำสูงสุด (Supreme Leader) ของอิหร่าน ทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิดการใช้มาตรการตอบโต้แบบรุนแรงมากของอิหร่านน่าจะลดน้อยลงไป”
กรณีที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงและอยู่ในระดับสูงมากเป็นระยะเวลานาน จะเป็นแรงผลักดันให้เงินเฟ้อปรับตัวขึ้น มีความเสี่ยงที่ “ธ.กลางสหรัฐ” (Fed) จะลดดอกเบี้ยได้น้อยกว่าคาดการณ์ของตลาดที่ 2 ครั้ง เป็นแรงกดดันต่อ “ตลาดตราสารหนี้สหรัฐ” ทำให้ Bond Yield สหรัฐ ปรับตัวเพิ่มขึ้น และส่งผลกระทบต่อเนื่องมาสู่ “หุ้นกลุ่ม Growth” ที่มักมีความอ่อนไหวต่อทิศทางดอกเบี้ย
แนะ “จัดพอร์ต” กระจายเสี่ยงรับมือความผันผวนระยะสั้น...แนะ “ทยอยสะสม” หุ้นกลุ่ม “Technology & AI” ราคาย่อ ตอบโจทย์ระยะกลาง
ด้วยสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูง กลยุทธ์ช่วงนี้ คือ พร้อมตั้งรับแรงกระแทกแต่ไม่ต้องตื่นตระหนก เน้น “จัดพอร์ต” กระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์หลากหลายประเภท สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้จำกัด อาจพิจารณา
- เพิ่มน้ำหนักใน “กองทุนตลาดเงิน” และ “ตราสารหนี้ระยะสั้น” เป็นตัวเลือกในการรักษาสภาพคล่องและช่วยลดความผันผวนของพอร์ตลงทุน
- ส่วน “หุ้นต่างประเทศ” อาจปรับพอร์ตมาลงทุนใน “กองทุนหุ้น Low Volatility” หรือ “กองหุ้นโลกเชิงคุณภาพ”
“แต่ในระยะกลาง หากสถานการณ์ไม่ได้ลุกลามบานปลายและยืดเยื้อมาก เรายังมองว่า เมื่อความผันผวนลดระดับลงแล้ว การปรับตัวลงมาของตลาดหุ้นโลกเป็นโอกาสของการทยอยสะสมหุ้น ‘กลุ่ม Technology & AI’ ซึ่งราคาปรับตัวลงมาตั้งแต่ปลายปีก่อนจนถึงต้นปีนี้ แต่เรามีมุมมองเชิงบวกระยะยาวและได้ประโยชน์จากการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผล AI”
- ทองคำ มีมุมมองเชิงบวกและคาดว่า จะได้รับแรงหนุนจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่หากราคาทองคำปรับตัวกระโดดขึ้นแรงมาก แนะนำให้รอดูสถานการณ์ก่อน มากกว่าที่จะไล่ซื้อตามในทันที เพราะหากการสู้รบจบลงได้เร็ว ราคาทองคำก็มีโอกาสย่อตัวลงมาได้เช่นกัน
(ที่มา: สำนักข่าว BBC, CNN, Reuters, Bloomberg (ข้อมูล ณ 1 มี.ค. 26))
