“Bond Yield” ชะลอตัว-หนุนหุ้น “Asia Tech” กลับมาโดดเด่น คาด Fed คงดอกเบี้ยสูงนานกว่าคาด แนะลงทุนตราสารหนี้คุณภาพสูง “อายุสั้น-กลาง” ฝ่าตลาดผันผวน !!!
“ตลาดตราสารหนี้โลก” เผชิญความตึงเครียดของ “สงคราม” ในตะวันออกกลางและตัวเลขเงินเฟ้อกดดันให้ Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา โดยพันธบัตรสหรัฐ10 ปี Yield พุ่งขึ้นไปแตะระดับ 4.68% ในวันที่ 19 พ.ค. 26 ที่ผ่านมาและทรงตัวต่อเนื่องก่อนจะชะลอตัวลงใสวันนี้ลงมาอยู่ที่ระดับ 4.58% แล้ว
ทางด้าน “บลจ.กรุงศรี” มองว่า สงครามอิหร่านที่ยืดเยื้อและราคาพลังงานที่กลับมาพุ่งขึ้น กำลังกดดันตลาดการเงินทั่วโลกอีกครั้ง โดย Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ตลาดหุ้นเผชิญแรงขายจากความกังวลว่า เงินเฟ้ออาจกลับมาเร่งตัว และทำให้ “ธนาคารกลางสหรัฐ” (Fed) ต้องคงดอกเบี้ยสูงนานกว่าคาด ปัจจุบันตลาดให้น้ำหนักว่า Fed มีโอกาสกลับมาขึ้นดอกเบี้ยภายในเดือนมี.ค.ปีหน้า
อย่างไรก็ตาม Bond Yield เริ่มปรับลดลง หลัง “สก็อตต์ เบสเซนต์” รัฐมนตรีคลังสหรัฐ มองว่า Bond Yield และราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงขณะนี้เป็นเพียงปัจจัยชั่วคราว และมีแนวโน้มปรับลดลง หากความขัดแย้งกับอิหร่านคลี่คลาย นอกจากนี้ยังเชื่อว่า “เงินเฟ้อทั่วไป” ที่เร่งตัวขึ้น ไม่น่าจะส่งผ่านไปยัง “เงินเฟ้อพื้นฐาน” ในช่วง 3-4 เดือนข้างหน้า ส่งผลให้นักลงทุนคลายความกังวลต่อแนวโน้มดอกเบี้ยระยะยาว
ขณะที่ตลาดน้ำมันเองก็เริ่มลดน้ำหนักต่อความเสี่ยงจากสถานการณ์ดังกล่าว โดยสัญญาน้ำมันดิบ Brent ส่งมอบเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 105 ดอลลาร์/บาร์เรล ขณะที่สัญญาส่งมอบเดือนธ.ค.ที่อยู่ราว 88 ดอลลาร์/บาร์เรล
“Bond Yield ที่ชะลอตัวลง ทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นอีกครั้ง โดย ‘หุ้นเทคโนโลยีเอเชีย’ (Asia Tech) ยังเป็นกลุ่มที่โดดเด่นน่าสนใจ ได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ของ AI คาดการณ์กำไรยังเติบโตสูง โดยเฉพาะกลุ่ม Semiconductor ในช่วงที่ตลาดย่อจึงมองเป็นโอกาสเข้าลงทุน”
ด้าน “บลจ.กสิกรไทย” มองว่า Bond Yield พุ่งจากความกังวลสงคราม เงินเฟ้อ และปัญหาฐานะการคลังของหลายประเทศ ทำให้ตลาดปรับมุมมองต่อทิศทางดอกเบี้ยทั่วโลกใหม่ อย่างไรก็ตามตลาดยังไม่ได้กังวลเรื่องความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทเอกชนมากนัก จากระดับ credit spread ที่ยังทรงตัวแม้ตลาดเริ่มกังวลว่า Fed อาจคงดอกเบี้ยสูงนานกว่าคาด แต่บริษัทมองว่า Fed จะยังคงอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ และหากมีการเปลี่ยนแปลงครั้งถัดไปจะมีแนวโน้มเป็น “การลดดอกเบี้ย” แต่อาจล่าช้ากว่าที่เคยคาดไว้
เนื่องจากดอกเบี้ยนโยบายในระดับปัจจุบันที่ 3.75% ยังอยู่สูงกว่าเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core PCE) ที่จะปรับขึ้นมา อีกทั้งตลาดแรงงานสหรัฐยังอยู่ในทิศทางชะลอตัว
นอกจากนี้ Fed ภายใต้การนำของ “Kevin Warsh” มีแนวโน้มทยอยลดขนาดงบดุล (QT) อย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยคาดว่าจะเน้นการปรับกฎเกณฑ์และการกำกับดูแล มากกว่าการทำ QT เชิงรุกเหมือนอดีต จึงมีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อ Bond Yield น้อยกว่ารอบก่อน
“ช่วง Bond Yield แต่ผลกระทบต่อกองทุนค่อนข้างจำกัด จากการเน้นลงทุนในตราสารหนี้รัฐบาลและเอกชนคุณภาพสูง อายุสั้นถึงกลางเป็นสำคัญ”
