ตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือ ก.ล.ต. เร่งสอบปม "สุภาพร พิมพงษ์" ยืนยันไม่กระทบความเชื่อมั่นตลาด ชี้หุ้นไทยแกร่ง Fund Flow ไหลเข้าต่อเนื่อง
การรายงานข้อมูลผู้ถือหุ้นปริศนา "สุภาพร พิมพงษ์" กลายเป็นประเด็นร้อนที่สร้างความสับสนให้กับนักลงทุน ล่าสุดตลาดหลักทรัพย์ฯ เผยว่ากำลังเดินหน้าตรวจสอบข้อมูลร่วมกับ ก.ล.ต. อย่างใกล้ชิด ยืนยันไม่กระทบต่อความเชื่อมั่นตลาด ขณะเดียวกันยังมองว่าปัจจัยพื้นฐานของตลาดหุ้นไทยมีทิศทางดีขึ้น ทั้งแนวโน้มเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว EPS ที่อาจกลับมาแตะระดับ 100 บาท รวมถึง Fund Flow ต่างชาติที่ยังไหลเข้าต่อเนื่อง
คุณอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวถึงประเด็นที่นักลงทุนกำลังให้ความสนใจอย่างการรายงานข้อมูลผู้ถือหุ้นของบุคคลชื่อ "สุภาพร พิมพงษ์" ว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ประสานงานกับสำนักงาน ก.ล.ต. อย่างใกล้ชิดเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล โดยพบข้อสังเกตว่ามีการอ้างถึงการถือหุ้นบุริมสิทธิ ซึ่งในความเป็นจริงบมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) ไม่เคยมีการออกหุ้นประเภทดังกล่าว
โดยความคืบหน้าล่าสุด TRUE ได้ยื่นขอปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นเรียบร้อยแล้ว และตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ประกอบการตรวจสอบของสำนักงาน ก.ล.ต. ซึ่งทั้งบริษัท ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ ก.ล.ต. มีการประสานงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด
ในด้านผลกระทบต่อความเชื่อมั่น ปัจจุบันยังไม่พบสัญญาณที่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของตลาดหุ้นไทย เนื่องจากปัจจัยพื้นฐาน ผลการดำเนินงาน และแผนธุรกิจของบริษัทที่เกี่ยวข้องยังเหมือนเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังได้ปรับปรุงเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลผู้ถือหุ้น ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยกำหนดให้ระบบของ TSD ติดตามและอัปเดตข้อมูลผู้ถือหุ้นโดยอัตโนมัติทุกสิ้นเดือน หากพบการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นที่มีนัยสำคัญตามแบบรายงาน 246-2 เพื่อให้ข้อมูลที่เผยแพร่มีความถูกต้อง ทันสมัย และช่วยให้นักลงทุนเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ ในแง่กฎหมายการรายงานการถือหุ้นเกิน 5% (แบบ 246-2) เป็นหน้าที่โดยตรงของผู้ถือหลักทรัพย์ ไม่ใช่หน้าที่ของโบรกเกอร์ และหากมีการรายงานข้อมูลเท็จจะมีโทษตาม พรบ. หลักทรัพย์ฯ ซึ่ง ก.ล.ต. เป็นผู้ดูแล
EPS จ่อแตะ 100 บาท - Fund Flow ไหลเข้าต่อ
ขณะที่คุณฉัตรชัย ทิศาดลดิลก ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวถึงภาพรวมตลาดหุ้นในเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมาว่า ปัจจัยต่างประเทศโดยเฉพาะสถานการณ์ในตะวันออกกลางเริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงในเดือนมิ.ย. ช่วยลดความกังวลเรื่องเงินเฟ้อได้ ขณะที่ตลาดหุ้นไทยมีความผันผวนน้อยกว่าตลาดโลกในกลุ่มหุ้น AI เนื่องจากโครงสร้างตลาดไทยมีสัดส่วนหุ้นกลุ่มนี้ไม่มากนัก
ด้านปัจจัยในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ปรับคาดการณ์ GDP ขึ้นจาก 2% เป็น 2.3% โดยมองเห็นการฟื้นตัวของภาคการส่งออก การลงทุน และการท่องเที่ยว ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของสถาบันจัดอันดับเครดิตระดับโลกอย่าง Moody’s และ S&P ที่ยังคงมุมมองเศรษฐกิจไทยในระดับมีเสถียรภาพ
สำหรับประเด็นที่น่าจับตาคือ EPS (Earnings Per Share) ของตลาด โดยนักวิเคราะห์หลายสำนักเริ่มปรับประมาณการขึ้น โดยคาดว่าในปี 2569 อาจจะได้เห็น EPS ของตลาดหุ้นไทยเกิน 100 บาท ซึ่งเป็นระดับที่ไม่ได้เห็นมานานกว่า 2-3 ปีแล้ว
ในด้านกระแสเงินทุน เดือนมิ.ย. เพียงเดือนเดียวมีเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยประมาณ 7,000 ล้านบาท และหากนับรวมถึงสัปดาห์แรกของเดือนก.ค. ยอดสะสมอยู่ที่ประมาณ 40,000 ล้านบาท โดยไทยถือเป็นหนึ่งในไม่กี่ตลาดที่ได้รับ Fund Flow ต่อเนื่องในปีนี้
ขณะเดียวกัน คุณอัสสเดช กล่าวเสริมว่า เม็ดเงินที่ไหลส่วนหนึ่งเกิดจาก Sector Rotation ของนักลงทุนที่โยกย้ายเงินจากกลุ่มเทคโนโลยีในต่างประเทศที่เริ่มมีราคาตึงตัว เข้าหาตลาดที่ให้ผลตอบแทนและมีความปลอดภัย ซึ่งประเทศไทยยังคงมีเสน่ห์ในจุดนี้ นอกจากนี้ หากมาตรการรัฐ เช่น มาตราการไทยช่วยไทย พลัส และการเร่งการลงทุนผ่าน BOI Fast Pass เห็นผลเร็ว จะยิ่งช่วยรักษาโมเมนตัมของ Fund Flow ได้ต่อเนื่อง
