Official Update :

PTTGC ผนึก SCGC รวมธุรกิจโอเลฟินส์ไทย ดันกำลังผลิต 7.1 ล้านตันต่อปี มุ่งติด TOP 10 โลก สร้าง Synergy 150-200 ล้านดอลลาร์ต่อปี

PTTGC ผนึก SCGC ประกาศแผนรวมธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ในไทย หวังผสานจุดแข็งด้านวัตถุดิบ ฐานการผลิต เทคโนโลยีและนวัตกรรม เสริมความสามารถแข่งขันของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย พร้อมจัดตั้งบริษัทร่วมทุน โดย GC ถือหุ้น 56% และ SCGC ถือหุ้น 44% คาดเสนอผู้ถือหุ้นอนุมัติเดือน ธ.ค. 2569 และจัดตั้งแล้วเสร็จครึ่งหลังปี 2570


บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC และ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ประกาศแผนผนึกกำลังธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ในประเทศไทย มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยสู่การแข่งขันในเวทีโลก ด้วยการรวมจุดแข็งของทั้งสองบริษัท ทั้งด้านฐานการผลิต ความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบ การพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนเครือข่ายลูกค้าและตลาดทั่วโลก เพื่อสร้างธุรกิจที่มีขนาดใหญ่และแข็งแกร่งขึ้น สนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมต่อเนื่องในไทย และเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่อุตสาหกรรมในระยะยาว


บริษัทร่วมทุนแห่งใหม่จะมีกำลังการผลิตโอเลฟินส์รวมประมาณ 7.1 ล้านตันต่อปี และเป็นหนึ่งใน 10 ผู้ผลิตโพลิโอเลฟินส์รายใหญ่ที่สุดของโลกเมื่อพิจารณาจากกำลังการผลิต พร้อมมุ่งสู่การเป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียน โดยคาดว่าจะสร้างประโยชน์จากการดำเนินธุรกิจร่วมกัน (Synergy) เพิ่มขึ้นประมาณ 150-200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และทยอยรับรู้ประโยชน์ได้เต็มที่ภายในประมาณ 3 ปี


นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PTTGC กล่าวว่า การผนึกกำลังครั้งนี้มุ่งต่อยอดมาบตาพุด ซึ่งเป็นฐานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของประเทศไทย สู่ศูนย์กลางการผลิตปิโตรเคมีของอาเซียน โดยเชื่อมโยงฐานการผลิตเข้ากับความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนาของทั้ง GC และ SCGC เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมปลายน้ำ สนับสนุนผู้ประกอบการไทย รวมถึงผู้ประกอบการ SME ให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้าและเพิ่มโอกาสในการแข่งขันทั้งในประเทศและตลาดส่งออก


ด้าน นายศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ SCGC กล่าวว่า ทั้งสององค์กรจะผสานจุดแข็งที่แตกต่างและเกื้อหนุนกัน เพื่อสร้างธุรกิจที่แข่งขันได้และเติบโตอย่างยั่งยืน ตั้งแต่ความยืดหยุ่นด้านวัตถุดิบและฐานการผลิต ไปจนถึงเทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูงที่ตอบโจทย์ผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมปลายน้ำ โดยการผนึกกำลังจะช่วยยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางปิโตรเคมีของภูมิภาค และผลักดันธุรกิจขึ้นสู่อันดับ 10 ของโลกเมื่อพิจารณาจากกำลังการผลิต เพิ่มศักยภาพการแข่งขันแม้เผชิญความท้าทายและความผันผวนของตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง


ผสานจุดแข็งสององค์กร ต่อยอดผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง

PTTGC มีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบที่หลากหลาย ทั้งแนฟทา LPG โพรเพน และอีเทน ควบคู่กับธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันที่ช่วยเพิ่มความมั่นคงในการจัดหาวัตถุดิบ และเสริมความสามารถในการรับมือกับความผันผวนของตลาดพลังงานและปิโตรเคมีโลก นอกจากนี้ ยังมีความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการและการใช้งานของลูกค้า


ขณะที่ SCGC มีความแข็งแกร่งด้านผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added Products: HVA) เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับลูกค้า เพื่อเปลี่ยนโจทย์ธุรกิจและแนวคิดสร้างสรรค์ให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่พร้อมออกสู่ตลาดจริง โดยขับเคลื่อนผ่าน i2P Center (Ideas to Products) หรือศูนย์นวัตกรรมครบวงจร


การรวมจุดแข็งของทั้งสองบริษัทจะเพิ่มโอกาสพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง ขยายฐานลูกค้า และสร้างโซลูชันใหม่สำหรับอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพเติบโต อาทิ ยานยนต์ พลังงานแสงอาทิตย์ วัสดุก่อสร้าง และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเฉพาะทาง โดยมุ่งเสริมความแข็งแกร่งตั้งแต่ต้นน้ำ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจปลายน้ำ


นอกจากนี้ ธุรกิจใหม่จะมีเครือข่ายเข้าถึงตลาดและฐานลูกค้าที่ครอบคลุมทั่วโลก ช่วยเพิ่มความสามารถในการตอบสนองความต้องการของตลาด โดยเฉพาะอาเซียนซึ่งยังมีโอกาสเติบโตในระยะยาว


ใช้ฐานการผลิตมาบตาพุด เพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถแข่งขันด้านต้นทุน

ฐานการผลิตของทั้งสองบริษัทตั้งอยู่ใกล้กันในพื้นที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่สำคัญของประเทศไทย การผนึกกำลังจึงเปิดโอกาสให้ทั้งสองบริษัทบริหารจัดการวัตถุดิบและกระบวนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน ทั้งระบบท่อส่งวัตถุดิบ ระบบสาธารณูปโภค และระบบสนับสนุนการผลิต ตลอดจนแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนำแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดของแต่ละบริษัทมาประยุกต์ใช้ร่วมกัน


ทั้งสองบริษัทคาดว่าจะสร้างประโยชน์จากการดำเนินธุรกิจร่วมกันผ่าน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารวัตถุดิบและห่วงโซ่อุปทาน การเสริมความแข็งแกร่งของพอร์ตผลิตภัณฑ์และความเป็นผู้นำตลาด และการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและการผลิต


ประโยชน์ดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ และสร้างความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมีทั่วโลกที่ยังเผชิญความท้าทายจากกำลังการผลิตส่วนเกินและความผันผวนของตลาด


นอกเหนือจากการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การผนึกกำลังครั้งนี้ยังมีเป้าหมายสร้างฐานะทางการเงินให้แข็งแกร่งขึ้น ผ่านการเพิ่มศักยภาพในการทำกำไรและการสร้างกระแสเงินสด เพื่อรองรับการลงทุนและการเติบโตในอนาคต


PTTGC ถือหุ้น 56% SCGC ถือหุ้น 44%

สำหรับโครงสร้างการผนึกกำลัง ทั้งสองบริษัทมีแผนจัดตั้งบริษัทร่วมทุน โดย GC จะถือหุ้นในสัดส่วน 56% และ SCGC ถือหุ้น 44% ผ่านการแลกเปลี่ยนหุ้นโดยไม่มีการชำระค่าตอบแทนเป็นเงินสด ขอบเขตของธุรกรรมครอบคลุมสินทรัพย์และธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ในประเทศไทย รวมถึงหุ้นในบริษัทร่วมทุนที่เกี่ยวข้อง


โครงสร้างดังกล่าวมีเป้าหมายให้บริษัทร่วมทุนบริหารจัดการทรัพยากรและสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเพิ่มความคล่องตัวในการตัดสินใจทางธุรกิจ ภายใต้โครงสร้างการกำกับดูแลที่สอดคล้องกับสัดส่วนการถือหุ้น


ทั้งสองบริษัทวางแผนดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง โดยคาดว่าจะเสนอขออนุมัติจากผู้ถือหุ้นในเดือนธันวาคม 2569 จากนั้นจะดำเนินการตามเงื่อนไขบังคับก่อน (Condition Precedent: CP) ซึ่งรวมถึงการขออนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องในช่วงครึ่งแรกของปี 2570 ก่อนดำเนินการปรับโครงสร้าง


หากได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้นและหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงปฏิบัติตามเงื่อนไขบังคับก่อนที่กำหนดครบถ้วน คาดว่าจะจัดตั้งบริษัทร่วมทุนแล้วเสร็จในช่วงครึ่งหลังของปี 2570


การผนึกกำลังครั้งนี้จึงไม่ได้มุ่งเพียงสร้างธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ขึ้น แต่ยังมุ่งสร้างธุรกิจที่แข็งแกร่งและแข่งขันได้มากขึ้น พร้อมยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยในเวทีโลก

Most Viewed
Stock of the Day
EVEANDBOY เดินหน้าเข้าตลาดหุ้น กางแผน 5 ปี ปักหมุดสาขาแตะ 320 แห่ง
Updated 23 hours ago
Wealth EZ
ลูกฉันต้องได้แจ้งเกิด! เทรนด์ไวรัล เหล่าทาสเปย์ช่วย รพ. ซ่อนความคุ้ม 2 เด้ง ทั้งอวดลูกรัก พร้อมสิทธิลดหย่อนภาษีถึง 2 เท่า
Updated 1 day ago
Fun of Funds
ผู้ถือหน่วย GROREIT โหวตท่วมท้น 97% อนุมัติขายโรงแรมให้ ‘ออร์คิด ฮอสพิแทลลิที’ 5.3 พันลบ. ลุ้นคืนเงิน-ปิดกองสิ้นพ.ย. นี้ การันตี IRR เกือบ 9%
Updated 21 hours ago
Fun of Funds
“ThaiESG” ปีนี้ “สุดปัง” โชว์ผลตอบแทนเฉลี่ย +20.36%... “TDSThaiESG-A” แชมป์ผลตอบแทนสูงสุด +44.76% ส่วน “KFGBTHAIESG-A” ร่วงสุด -5.49% !!!
Updated 23 hours ago
Fund Move
"บลจ.ยูโอบี"...เสิร์ฟโอกาสการลงทุนในตราสารภาครัฐต่างประเทศสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ พร้อมโอกาสรับผลตอบแทนส่วนเพิ่มจากสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ขายกอง "UUSCCR1Y1-USD" IPO 28 ต.ค. – 6 พ.ย. 69
Updated 1 day ago
Follow Us