นักวิทย์เตือนอย่าฉีดข้ามวัคซีน แต่ไทยสวนกระแสใช้วัคซีนผสม
ไทยกำลังจะเป็นประเทศแรกที่ใช้วัคซีนผสมในวงกว้างอย่างเป็นทางการ ในขณะที่อนามัยโลกและนักวิทยาศาสตร์เตือนให้เลี่ยง
ประเทศไทยกำลังจะใช้วัคซีนป้องกัน Covid-19 ของ AstraZeneca เป็นวัคซีนเข็มที่ 2 ให้กับผู้ที่ฉีดวัคซีนของ Sinovac เป็นเข็มแรก เพื่อเพิ่มระดับภูมิคุ้มกันหลังมีความกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนของ Sinovac ในระยะยาว
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่มีการประกาศแผนการผสมวัคซีนของจีนและของตะวันตก และไทยยังเป็นที่แรกที่ผสมวัคซีนแบบนี้อย่างเป็นทางการในวงกว้าง ขณะที่ยังไม่เคยมีผลการวิจัยเกี่ยวกับการผสมวัคซีนของ Sinovac และ AstraZeneca เผยแพร่มาก่อนเลย
ส่วนข้อมูลงานวิจัยเท่าที่มีอยู่ในขณะนี้มีเฉพาะการใช้วัคซีนแบบผสมระหว่าง AstraZeneca และ Pfizer-BioNTech ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ยังมีความเห็นแตกต่างกันว่าควรหรือไม่ควรใช้
บทความของเว็บไซต์ข้อมูลงานวิจัย Nature เมื่อเดือน พ.ค. บอกว่า การใช้วัคซีนต่างชนิดกันช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีเท่าๆ กับ หรือดีกว่าการใช้วัคซีนยี่ห้อเดียวกัน 2 เข็ม โดยอ้างงานวิจัยของสเปน อังกฤษ และเยอรมนี
เมื่อเดือน เม.ย.ทีมนักวิจัยจากสถาบันสุขภาพการ์ลอสที่ 3 ในกรุงมาดริดของสเปนทำการทดลองวัคซีนผสมในกลุ่มอาสาสมัคร 663 คนที่ได้รับวัคซีน AstraZeneca ซึ่งเป็นวัคซีนชนิด adenovirus เข็มแรก โดย 2 ใน 3 ของคนกลุ่มนี้จะได้รับวัคซีนชนิด mRNA ของ Pfizer เป็นเข็มที่ 2 เว้นระยะห่างจากเข็มแรกอย่างน้อย 8 สัปดาห์
ผลการวิจัยของโครงการ CombiVacS ที่ประกาศเมื่อเดือน พ.ค.พบว่า ผู้ที่ได้รับวัคซีน Pfizer-BioNTech เป็นเข็มที่ 2 มีภูมิคุ้มกันดี และในการทดลองในห้องวิจัยยังพบอีกว่า กลุ่มที่ได้รับวัคซีนแบบผสมสร้างภูมิคุ้มกันหรือแอนติบอดีได้มากกว่าถึง 37 เท่า และสร้าง T-cell ซึ่งเป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันที่ ซึ่งมีหน้าที่หลักในการหาเซลล์ที่ติดเชื้อหรือเชื้อโรค?ต่าง ๆ และกำจัดทิ้งได้มากกว่า 4 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ได้รับวัคซีน AstraZeneca เข็มเดียว
ต่อมาในเดือน มิ.ย. ก็มีผลการศึกษาออกมาเพิ่มเติมซึ่งได้ผลคล้ายคลึงกัน คือของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยชาริเทในกุงเบอร์ลินของเยอรมนี ที่ศึกษากลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ 340 คน ที่ฉีดวัคซีน Pfizer-BioNTech ทั้งสองเข็ม และฉีด AstraZeneca เข็มแรกแล้วตามด้วย Pfizer-BioNTech เป็นเข็ม 2 ซึ่งทั้งสองรูปแบบนี้กระตุ้นทั้งภูมิคุ้มกันและ T-cell ได้ดี
เช่นเดียวกับผลวิจัยของมหาวิทยาลัยซาร์ลันด์ในฮอมบวร์กของเยอรมนีที่พบว่าการฉีดวัคซีนผสมระหว่าง AstraZeneca และ Pfizer-BioNTech กระตุ้มภูมิคุ้มกันได้ดีกว่าการฉีดวัคซีน AstraZeneca ทั้งสองเข็ม และยังดีเท่ากับหรือดีกว่าการฉีดวัคซีน Pfizer-BioNTech ของเข็ม และเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. โครงการวิจัยวัคซีนแบบผสม Com-COV ของอังกฤษเผยแพร่ผลการวิจัยก่อนที่จะตีพิมพ์กับวารสารทางการแพทย์แสดงให้เห็นว่าวัคซีนแบบผสมสร้างภูมิคุ้มกันได้ดีทั้งในกลุ่มที่ฉีดวัคซีน Pfizer-BioNTech เป็นเข็มแรก และที่ฉีด AstraZeneca เป็นเข็มแรก
อย่างไรก็ดี อีกบทความหนึ่งของเว็บไซต์ Nature ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 1 ก.ค. บอกว่านักวิทยาศาสตร์ยังต้องการคำตอบเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนผสมจากการใช้งานจริง รวมทั้งผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น เนื่องจากการวิจัยข้างต้นยังเป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ และจำเป็นต้องติดตามผลข้างเคียงในระยะยาวต่อไป
มาร์ตินา เซสเซอร์ (Martina Sester) นักภูมิคุ้มกันวิทยาซึ่งเป็นแกนนำโครงการวิจัยวัคซีนผสมของมหาวิทยาลัยซาร์ลันด์ในฮอมบวร์กของเยอรมนีเผยกับ Nature ว่า “ตราบใดที่คุณยังไม่มีงานวิจัยในระยะยาวหรือการศึกษาติดตามผลเกี่ยวกับประสิทธิภาพ มันก็ยากที่จะบอกเกี่ยวกับระดับหรือระยะเวลาในการป้องกัน”
อีกหนึ่งข้อจำกัดของงานวิจัยเท่าที่มีอยู่คือ การเปรียบเทียบรูปแบบการผสมวัคซีนของแต่ละการศึกษาไม่ใช่เรื่องง่าย การศึกษาประสิทธิภาพในสเกลใหญ่ๆ ยิ่งซับซ้อนมากขึ้น เป็นเพราะว่าเมื่ออัตราการติดเชื้อลดลง ตัวเลขของอาสาสมัครในการวิจัยจะต้องเพิ่มขึ้น เพื่อตรวจหาความแตกต่างของอัตราการติดเชื้อและโรค
นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเกี่ยวกับผลข้างเคียงของวัคซีนผสม โดย ไลฟ์ อีริค ซันเดอร์ (Leif Erik Sander) นักภูมิคุ้มกันวิทยาจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยชาริเทซึ่งร่วมทีมวิจัยวัคซีนผสมด้วยเผยว่า “คุณกำลังผสมวัคซีนต่างชนิดกัน 2 ตัว ซึ่งทั้งสองตัวอาจก่อให้เกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์หรือผลข้างเคียงแตกต่างกันไปซึ่งอาจทำให้ปัญหารุนแรงขึ้น”
โครงการ Com-COV ของอังกฤษพบว่า คนที่ฉีดวัคซีนแบบผสมมีอาการข้างเคียงจากการฉีดมากกว่าคนที่ฉีดยี่ห้อเดียวกัน อาทิ เป็นไข้ ขณะที่โครงการ CombivacS ของสเปนพบว่าผู้ฉีดวัคซีนผสมมีอาการข้างเคียงเล็กน้อยเช่นเดียวกับผู้ที่ฉีดวัคซีนตามปกติ จนถึงตอนนี้การวิจัยยังทำในอาสาสมัครเพียงไม่กี่ร้อยคน นั่นหมายความว่ายังเป็นกลุ่มเล็กเกินไปที่จะพบภาวะที่เกิดขึ้นได้ยาก อาทิ ลิ่มเลือดอุดตันซึ่งจากการคาดการณ์ล่าสุดพบว่าเกิดขึ้นกับผู้ฉีดวัคซีน AstraZeneca เข็มแรก 1 ใน 50,000 คน และน้อยกว่า 1 ใน 1.7 ล้านคนหลังจากฉีดเข็ม 2
ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะพบอาการข้างเคียงที่มีโอกาสเกิดขึ้น 1 ใน 1,000 คน ยังไม่ต้องพูดถึงอาการข้างเคียงที่มีโอกาสเกิด 1 ใน 50,000 คน ในการวิจัยกลุ่มเล็ก ความเป็นไปได้ที่ยังคงมีอยู่ของผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้ยากเป็นเหตุผลหนึ่งที่นักวิจัยบางคนแนะนำให้ยึดมาตรฐานเดิมคือ ฉีดวัคซีนชนิดเดียวกันทั้งสองเข็มมากกว่าใช้วัคซีนแบบผสม
สอดคล้องกับคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ในขณะนี้ โดย โสมญา สวามินาธาน (Soumya Swaminathan) หัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์ขององค์การอนามัยโลกออกโรงเตือน "ประชาชนทั่วไป" ว่าไม่ควรฉีดวัคซีนแบบผสมด้วยตนเอง โดยระบุว่าการฉีดวัคซีนแบบผสมกำลังเป็น “เทรนด์อันตราย” เนื่องจากมีข้อมูลเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพ สวามินาธานย้ำว่า สิ่งสำคัญในเวลานี้คือต้องให้ประชาชนได้รับการฉีดวัคซีนให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุด
ประเทศไทยกำลังจะใช้วัคซีนป้องกัน Covid-19 ของ AstraZeneca เป็นวัคซีนเข็มที่ 2 ให้กับผู้ที่ฉีดวัคซีนของ Sinovac เป็นเข็มแรก เพื่อเพิ่มระดับภูมิคุ้มกันหลังมีความกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนของ Sinovac ในระยะยาว
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่มีการประกาศแผนการผสมวัคซีนของจีนและของตะวันตก และไทยยังเป็นที่แรกที่ผสมวัคซีนแบบนี้อย่างเป็นทางการในวงกว้าง ขณะที่ยังไม่เคยมีผลการวิจัยเกี่ยวกับการผสมวัคซีนของ Sinovac และ AstraZeneca เผยแพร่มาก่อนเลย
ส่วนข้อมูลงานวิจัยเท่าที่มีอยู่ในขณะนี้มีเฉพาะการใช้วัคซีนแบบผสมระหว่าง AstraZeneca และ Pfizer-BioNTech ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ยังมีความเห็นแตกต่างกันว่าควรหรือไม่ควรใช้
บทความของเว็บไซต์ข้อมูลงานวิจัย Nature เมื่อเดือน พ.ค. บอกว่า การใช้วัคซีนต่างชนิดกันช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีเท่าๆ กับ หรือดีกว่าการใช้วัคซีนยี่ห้อเดียวกัน 2 เข็ม โดยอ้างงานวิจัยของสเปน อังกฤษ และเยอรมนี
เมื่อเดือน เม.ย.ทีมนักวิจัยจากสถาบันสุขภาพการ์ลอสที่ 3 ในกรุงมาดริดของสเปนทำการทดลองวัคซีนผสมในกลุ่มอาสาสมัคร 663 คนที่ได้รับวัคซีน AstraZeneca ซึ่งเป็นวัคซีนชนิด adenovirus เข็มแรก โดย 2 ใน 3 ของคนกลุ่มนี้จะได้รับวัคซีนชนิด mRNA ของ Pfizer เป็นเข็มที่ 2 เว้นระยะห่างจากเข็มแรกอย่างน้อย 8 สัปดาห์
ผลการวิจัยของโครงการ CombiVacS ที่ประกาศเมื่อเดือน พ.ค.พบว่า ผู้ที่ได้รับวัคซีน Pfizer-BioNTech เป็นเข็มที่ 2 มีภูมิคุ้มกันดี และในการทดลองในห้องวิจัยยังพบอีกว่า กลุ่มที่ได้รับวัคซีนแบบผสมสร้างภูมิคุ้มกันหรือแอนติบอดีได้มากกว่าถึง 37 เท่า และสร้าง T-cell ซึ่งเป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันที่ ซึ่งมีหน้าที่หลักในการหาเซลล์ที่ติดเชื้อหรือเชื้อโรค?ต่าง ๆ และกำจัดทิ้งได้มากกว่า 4 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ได้รับวัคซีน AstraZeneca เข็มเดียว
ต่อมาในเดือน มิ.ย. ก็มีผลการศึกษาออกมาเพิ่มเติมซึ่งได้ผลคล้ายคลึงกัน คือของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยชาริเทในกุงเบอร์ลินของเยอรมนี ที่ศึกษากลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ 340 คน ที่ฉีดวัคซีน Pfizer-BioNTech ทั้งสองเข็ม และฉีด AstraZeneca เข็มแรกแล้วตามด้วย Pfizer-BioNTech เป็นเข็ม 2 ซึ่งทั้งสองรูปแบบนี้กระตุ้นทั้งภูมิคุ้มกันและ T-cell ได้ดี
เช่นเดียวกับผลวิจัยของมหาวิทยาลัยซาร์ลันด์ในฮอมบวร์กของเยอรมนีที่พบว่าการฉีดวัคซีนผสมระหว่าง AstraZeneca และ Pfizer-BioNTech กระตุ้มภูมิคุ้มกันได้ดีกว่าการฉีดวัคซีน AstraZeneca ทั้งสองเข็ม และยังดีเท่ากับหรือดีกว่าการฉีดวัคซีน Pfizer-BioNTech ของเข็ม และเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. โครงการวิจัยวัคซีนแบบผสม Com-COV ของอังกฤษเผยแพร่ผลการวิจัยก่อนที่จะตีพิมพ์กับวารสารทางการแพทย์แสดงให้เห็นว่าวัคซีนแบบผสมสร้างภูมิคุ้มกันได้ดีทั้งในกลุ่มที่ฉีดวัคซีน Pfizer-BioNTech เป็นเข็มแรก และที่ฉีด AstraZeneca เป็นเข็มแรก
อย่างไรก็ดี อีกบทความหนึ่งของเว็บไซต์ Nature ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 1 ก.ค. บอกว่านักวิทยาศาสตร์ยังต้องการคำตอบเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนผสมจากการใช้งานจริง รวมทั้งผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น เนื่องจากการวิจัยข้างต้นยังเป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ และจำเป็นต้องติดตามผลข้างเคียงในระยะยาวต่อไป
มาร์ตินา เซสเซอร์ (Martina Sester) นักภูมิคุ้มกันวิทยาซึ่งเป็นแกนนำโครงการวิจัยวัคซีนผสมของมหาวิทยาลัยซาร์ลันด์ในฮอมบวร์กของเยอรมนีเผยกับ Nature ว่า “ตราบใดที่คุณยังไม่มีงานวิจัยในระยะยาวหรือการศึกษาติดตามผลเกี่ยวกับประสิทธิภาพ มันก็ยากที่จะบอกเกี่ยวกับระดับหรือระยะเวลาในการป้องกัน”
อีกหนึ่งข้อจำกัดของงานวิจัยเท่าที่มีอยู่คือ การเปรียบเทียบรูปแบบการผสมวัคซีนของแต่ละการศึกษาไม่ใช่เรื่องง่าย การศึกษาประสิทธิภาพในสเกลใหญ่ๆ ยิ่งซับซ้อนมากขึ้น เป็นเพราะว่าเมื่ออัตราการติดเชื้อลดลง ตัวเลขของอาสาสมัครในการวิจัยจะต้องเพิ่มขึ้น เพื่อตรวจหาความแตกต่างของอัตราการติดเชื้อและโรค
นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเกี่ยวกับผลข้างเคียงของวัคซีนผสม โดย ไลฟ์ อีริค ซันเดอร์ (Leif Erik Sander) นักภูมิคุ้มกันวิทยาจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยชาริเทซึ่งร่วมทีมวิจัยวัคซีนผสมด้วยเผยว่า “คุณกำลังผสมวัคซีนต่างชนิดกัน 2 ตัว ซึ่งทั้งสองตัวอาจก่อให้เกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์หรือผลข้างเคียงแตกต่างกันไปซึ่งอาจทำให้ปัญหารุนแรงขึ้น”
โครงการ Com-COV ของอังกฤษพบว่า คนที่ฉีดวัคซีนแบบผสมมีอาการข้างเคียงจากการฉีดมากกว่าคนที่ฉีดยี่ห้อเดียวกัน อาทิ เป็นไข้ ขณะที่โครงการ CombivacS ของสเปนพบว่าผู้ฉีดวัคซีนผสมมีอาการข้างเคียงเล็กน้อยเช่นเดียวกับผู้ที่ฉีดวัคซีนตามปกติ จนถึงตอนนี้การวิจัยยังทำในอาสาสมัครเพียงไม่กี่ร้อยคน นั่นหมายความว่ายังเป็นกลุ่มเล็กเกินไปที่จะพบภาวะที่เกิดขึ้นได้ยาก อาทิ ลิ่มเลือดอุดตันซึ่งจากการคาดการณ์ล่าสุดพบว่าเกิดขึ้นกับผู้ฉีดวัคซีน AstraZeneca เข็มแรก 1 ใน 50,000 คน และน้อยกว่า 1 ใน 1.7 ล้านคนหลังจากฉีดเข็ม 2
ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะพบอาการข้างเคียงที่มีโอกาสเกิดขึ้น 1 ใน 1,000 คน ยังไม่ต้องพูดถึงอาการข้างเคียงที่มีโอกาสเกิด 1 ใน 50,000 คน ในการวิจัยกลุ่มเล็ก ความเป็นไปได้ที่ยังคงมีอยู่ของผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้ยากเป็นเหตุผลหนึ่งที่นักวิจัยบางคนแนะนำให้ยึดมาตรฐานเดิมคือ ฉีดวัคซีนชนิดเดียวกันทั้งสองเข็มมากกว่าใช้วัคซีนแบบผสม
สอดคล้องกับคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ในขณะนี้ โดย โสมญา สวามินาธาน (Soumya Swaminathan) หัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์ขององค์การอนามัยโลกออกโรงเตือน "ประชาชนทั่วไป" ว่าไม่ควรฉีดวัคซีนแบบผสมด้วยตนเอง โดยระบุว่าการฉีดวัคซีนแบบผสมกำลังเป็น “เทรนด์อันตราย” เนื่องจากมีข้อมูลเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพ สวามินาธานย้ำว่า สิ่งสำคัญในเวลานี้คือต้องให้ประชาชนได้รับการฉีดวัคซีนให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุด
Most Viewed
Sustainability
“Thai ESG” และ “Thai ESSGX”… จะมีการแสดงข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมในแต่ละส่วน !!!
Updated 11 hours ago
Wealth EZ
“ทางเลือก” การลงทุนใหม่ๆ (2)… “Crypto Assets” !!!
Updated 12 hours from now
Fun of Funds
“ES-CHEQ” ลุย 50 “หุ้นจีน A-Share”... รับ “ศก.ฟื้นตัว” ตอบโจทย์ความมั่งคั่ง “ระยะยาว” !!!
Updated 18 hours ago
Fund Move
บลจ.กสิกรไทย ตอกย้ำผู้นำธุรกิจจัดการลงทุนไทย กวาด 17 รางวัลการันตีความเป็นเลิศจากเวทีไทยและสากล
Updated 1 day ago
Stock of the Day
GULF-ADVANC นำหุ้น Big Cap พุ่ง บอนด์ยีลด์ลด หนุนไฟฟ้า-สื่อสาร วัฏจักรลงทุนโลกฟื้น ชี้ไทยโดดเด่น
Updated 1 day ago
Follow Us
