อินเดียผวา 'ไวรัสนิปาห์' โหดกว่าโควิด ยังไม่มียา-วัคซีน
ไวรัสนิปาห์หวนระบาดอินเดีย คร่าชีวิตเด็กชายวัย 12 ปี
ขณะนี้ทั่วโลกกำลังเฝ้าระวังหลังจากที่อินเดียกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของไวรัสนิปาห์ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญชี้ว่ามีความรุนแรงมากกว่าโควิด-19 โดยหากติดเชื้อแล้วมีโอกาสเสียชีวิตถึง 75% อีกทั้งยังไม่มียารักษาและวัคซีน
โดยทางการอินเดียได้ยืนยันแล้วว่าเด็กชายวัย 12 ปี ในรัฐเกรละ ทางตอนใต้ของอินเดีย ที่เสียชีวิตเมื่อวันที่ 5 กันยายนที่ผ่านมาติดเชื้อไวรัสนิปาห์ ไม่ใช่โควิด-19
ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังเร่งควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสดังกล่าว และสอบสวนโรคหาผู้ติดเชื้อเพิ่มเติม พร้อมทั้งกักตัวผู้สัมผัสใกล้ชิดกับเด็กชายคนดังกล่าวเพื่อสังเกตอาการ
โดยขณะนี้พบผู้ติดเชื้อในพื้นที่อีกอย่างน้อย 11 คนที่แสดงอาการป่วย ขณะที่อีกกว่า 100 คนยังไม่แสดงอาการป่วยแต่มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับเด็กชายคนดังกล่าว โดยจำนวนนี้มีผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 20 คนโดยส่วนใหญ่เป็นคนในครอบครัว
สำหรับอาการป่วยโดยปกติผู้ป่วยจะมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ไอ เจ็บคอ หายใจติดขัด หากเชื้อลามขึ้นสมองอาจมีอาการทางระบบประสาทตามมา ซึ่งผู้ติดเชื้อที่รอดชีวิตอาจมีอาการผิดปกติทางสมองไปตลอดชีวิต
โดยปัจจุบันนี้ยังไม่มียาสำหรับรักษาไวรัสนิปาห์โดยเฉพาะ ทำได้เพียงรักษาตามอาการเท่านั้น แต่สามารถป้องกันได้ด้วยการหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ที่มีโอกาสติดเชื้อไวรัสนิปาห์ โดยเฉพาะค้างคาวผลไม้และสุกร รวมถึงหลีกเลี่ยงการรับประทานผลไม้ที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่งของสัตว์ ตลอดจนผลไม้ที่มีรอยกัดแทะ
ทั้งนี้ ไวรัสนิปาห์พบครั้งแรกในมาเลเซียเมื่อปี 1998 ก่อนที่จะพบที่สิงคโปร์ในปีถัดมา ซึ่งส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อรวมแล้วเกือบ 300 คน และมีผู้เสียชีวิตกว่า 100 คน
ต่อมาพบการแพร่ระบาดในรัฐเบงกอลตะวันตกตั้งแต่ปี 2011 ถึง 2018 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตกว่า 50 คน ขณะที่การแพร่ระบาดในรัฐเกรละเมื่อปี 2018 มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 15 คน
เชื่อว่าไวรัสนิปาห์เริ่มจากการแพร่ระบาดจากสัตว์สู่คน โดยมาจากค้างคาวผลไม้และสุกร ก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดจากคนสู่คนในภายหลัง
ขณะนี้ทั่วโลกกำลังเฝ้าระวังหลังจากที่อินเดียกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของไวรัสนิปาห์ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญชี้ว่ามีความรุนแรงมากกว่าโควิด-19 โดยหากติดเชื้อแล้วมีโอกาสเสียชีวิตถึง 75% อีกทั้งยังไม่มียารักษาและวัคซีน
โดยทางการอินเดียได้ยืนยันแล้วว่าเด็กชายวัย 12 ปี ในรัฐเกรละ ทางตอนใต้ของอินเดีย ที่เสียชีวิตเมื่อวันที่ 5 กันยายนที่ผ่านมาติดเชื้อไวรัสนิปาห์ ไม่ใช่โควิด-19
ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังเร่งควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสดังกล่าว และสอบสวนโรคหาผู้ติดเชื้อเพิ่มเติม พร้อมทั้งกักตัวผู้สัมผัสใกล้ชิดกับเด็กชายคนดังกล่าวเพื่อสังเกตอาการ
โดยขณะนี้พบผู้ติดเชื้อในพื้นที่อีกอย่างน้อย 11 คนที่แสดงอาการป่วย ขณะที่อีกกว่า 100 คนยังไม่แสดงอาการป่วยแต่มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับเด็กชายคนดังกล่าว โดยจำนวนนี้มีผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 20 คนโดยส่วนใหญ่เป็นคนในครอบครัว
สำหรับอาการป่วยโดยปกติผู้ป่วยจะมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ไอ เจ็บคอ หายใจติดขัด หากเชื้อลามขึ้นสมองอาจมีอาการทางระบบประสาทตามมา ซึ่งผู้ติดเชื้อที่รอดชีวิตอาจมีอาการผิดปกติทางสมองไปตลอดชีวิต
โดยปัจจุบันนี้ยังไม่มียาสำหรับรักษาไวรัสนิปาห์โดยเฉพาะ ทำได้เพียงรักษาตามอาการเท่านั้น แต่สามารถป้องกันได้ด้วยการหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ที่มีโอกาสติดเชื้อไวรัสนิปาห์ โดยเฉพาะค้างคาวผลไม้และสุกร รวมถึงหลีกเลี่ยงการรับประทานผลไม้ที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่งของสัตว์ ตลอดจนผลไม้ที่มีรอยกัดแทะ
ทั้งนี้ ไวรัสนิปาห์พบครั้งแรกในมาเลเซียเมื่อปี 1998 ก่อนที่จะพบที่สิงคโปร์ในปีถัดมา ซึ่งส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อรวมแล้วเกือบ 300 คน และมีผู้เสียชีวิตกว่า 100 คน
ต่อมาพบการแพร่ระบาดในรัฐเบงกอลตะวันตกตั้งแต่ปี 2011 ถึง 2018 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตกว่า 50 คน ขณะที่การแพร่ระบาดในรัฐเกรละเมื่อปี 2018 มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 15 คน
เชื่อว่าไวรัสนิปาห์เริ่มจากการแพร่ระบาดจากสัตว์สู่คน โดยมาจากค้างคาวผลไม้และสุกร ก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดจากคนสู่คนในภายหลัง
Most Viewed
Fun of Funds
“M-MIDSMALL-A” เฟ้นหุ้นไทย “ไซส์กลาง-เล็ก”... ตอบโจทย์ “ความมั่งคั่ง” ระยะยาว !!!
Updated 13 hours ago
Sustainability
“การปรับปรุงหลักเกณฑ์” ครั้งนี้… ช่วยเพิ่ม “ขีดความสามารถทางการแข่งขัน” ให้ภาคธุรกิจไทย !!!
Updated 6 hours ago
Wealth EZ
“บริหารเงินก้อน” ยามเกษียณอย่างไรดี?
Updated 17 hours from now
Fund Move
“หุ้นอินโดนีเซีย” (IDX) ปีนี้ดิ่งหนัก -40.18%!...หลัง “MSCI” ไม่ปลื้ม จ่อถอดออกจาก “ดัชนีหุ้นโลก” กด “กองหุ้นอินโดฯ” ติดลบเฉลี่ย -23.46%
Updated 1 day ago
News Highlight
GULF สานต่อภารกิจกองทุน 100 ลบ. ยืนหยัดเคียงข้างผู้เสียสละเพื่อชาติ เยี่ยมให้กำลังใจพร้อมมอบเงิน 2 ลบ. ช่วยเหลือทหารบาดเจ็บจากการปกป้องอธิปไตย
Updated 1 day ago
Follow Us
News Update
