“ประกันโรคร้ายแรง” ความคุ้มครองที่ถูกมองข้าม ความคุ้มค่าในยามจำเป็น

ในโลกปัจจุบันที่มีความเปลี่ยนแปลงทางสภาพแวดล้อมเป็นอย่างมาก รวมถึงมีการอุบัติของโรคใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้คนล้มป่วยได้ง่ายขึ้น ดังจะเห็นได้จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ที่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกมาแล้วหลายล้านคน ยังไม่นับรวมโรคร้ายแรงอื่น ๆ ที่มักจะพรากชีวิตผู้คนต่อปีไปไม่น้อย อาทิ โรคมะเร็ง


โดยสถิติโรคมะเร็งจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พบว่า แต่ละปีมีคนไทยที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งรายใหม่ประมาณ 140,000 คน ขณะที่มีผู้เสียชีวิตประมาณ 83,000 คน โดยโรคมะเร็งที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทย 5 อันดับแรก คือ มะเร็งตับและท่อน้ำดี มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งเม็ดเลือดขาว


ขณะที่กรมอนามัยเปิดเผยข้อมูล ระบุในประเทศไทยมีผู้ป่วยไตเรื้อรัง จำนวน 11.6 ล้านคน และมีจำนวนมากกว่า 1 แสนคนที่ต้องล้างไต และจากรายงานของ The United States Renal Data System (USRDS) พบว่า ประเทศไทยเป็น 1 ใน 5 ประเทศที่มีอัตราการเกิดโรคไตสูงที่สุด


อย่างไรก็ดี แม้ทุกคนจะรู้ว่าการเจ็บไข้ได้ป่วยจะนำมาซึ่งความทุกข์ทางกายและใจ โดยเฉพาะความทุกข์ในแง่ของค่าใช้จ่ายที่ต้องสูญเสียไปกับค่ารักษาพยาบาล แต่ก็ยังมีผู้คนอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้วางแผนรับมือกับสิ่งนี้ โดยเฉพาะการทำประกันสุขภาพ ที่ยังมีบางส่วนมองว่าเป็นความสิ้นเปลือง เนื่องจากมองว่าการทำประกันสุขภาพมีค่าใช้จ่ายที่สูง และหลาย ๆ ครั้งผู้ที่สมัครประกันชนิดนี้ก็ไม่ได้ใช้สิทธิ์ จึงมองการทำประกันสุขภาพเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น


วันนี้ Wealthy Thai จึงถือโอกาสพาทุกคนไปดู 5 ข้อดีของการทำประกันโรคร้ายแรง จาก ดีแทค ดีชัวรันส์ ที่ได้สรุปไว้ ดังนี้


1.เบี้ยประกันโรคร้ายแรงมีราคาถูก

โดยเบี้ยประกันโรคร้ายแรงถือว่ามีราคาถูกมากเมื่อเทียบกับความคุ้มครองที่ได้รับ เนื่องจากหากเป็นโรคร้ายแรงแล้ว ค่ารักษาพยาบาลที่ตามมาย่อมมีราคาที่สูงกว่าอย่างแน่นอน ซึ่งการมีประกันโรคร้ายแรงนั้นจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายได้เป็นอย่างดี เช่น จ่ายเบี้ยประกันหลักพัน แต่ได้รับความคุ้มครองหลักล้าน โดยลักษณะของประกันชนิดนี้มักจะจ่ายเงินก้อนให้กับผู้รับประกันทันทีที่ตรวจพบโรคและเข้ารับการรักษา ไม่ว่าจะเป็นระยะเริ่มต้นหรือระยะรุนแรง สำหรับการจ่ายเบี้ยประกันชนิดนี้มักมีเบี้ยประกันคงที่ และจะมีการปรับเพิ่มขึ้นตามอายุของผู้รับประกัน ซึ่งหากทำประกันตั้งแต่อายุยังน้อย ก็จะจ่ายเบี้ยประกันในจำนวนที่ถูกตามไปด้วย


2.ตรวจเจอโรคร้ายแรงไม่กระทบเงินเก็บ

ในการตัดสินใจซื้อประกันโรคร้ายแรงนั้น ยิ่งสมัครเร็วก็สามารถทำให้มีการวางแผนทางการเงินได้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากไม่จำเป็นต้องมีเงินเก็บในส่วนของค่ารักษาพยาบาลในยามเจ็บป่วยหรือตรวจเจอโรคร้ายแรง เพราะการมีประกันโรคร้ายแรงเปรียบเสมือนกระเป๋าเงินใบที่สองที่ช่วยจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้แทน โดยที่ไม่กระทบกับเงินเก็บที่จะต้องเก็บไว้ใช้ในส่วนอื่น ๆ


3.หมดกังวลเรื่องขาดรายได้

ในการทำประกันโรคร้ายแรงนั้นถือว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี เพราะได้รับรับการคุ้มครองในส่วนของเงินที่ทางบริษัทประกันชดเชยให้ หากตรวจพบโรคร้ายแรง


4.เพิ่มโอกาสการรักษาที่ดีกว่า

การมีประกันโรคร้ายแรงเป็นอีกหนึ่งแผนสำรองที่สำคัญในชีวิต นอกจากจะหมดห่วงในเรื่องค่ารักษาพยาบาลแล้ว ยังรวมไปถึงสิ่งอำนวยความสะดวกในช่วงที่รักษาตัว และยังสามารถเข้าถึงการรักษาได้มากกว่า เมื่อเทียบกับคนที่ไม่มีประกันโรคร้ายแรง


5.ลดหย่อนภาษีได้

การทำประกันโรคร้ายแรง นอกจากจะช่วยในด้านค่ารักษาพยาบาลแล้ว ยังสามารถนำไปยื่นขอลดหย่อยภาษีได้ ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญในการวางแผนทางการเงินและกำหนดทิศทางของชีวิต


อย่างไรก็ดี ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้เปิดเผย 3 มุมมอง ที่ควรทำความเข้าใจก่อนเลือกทำกรมธรรม์ประกันคุ้มครองโรคร้าย เพื่อความคุ้มค่าสำหรับวันนี้ที่ต้องชำระเบี้ยประกัน และคุ้มครองเมื่อถึงวันที่ต้องการเคลมสินไหม ประกอบด้วย


1.มุมสวัสดิการ

ก่อนตัดสินใจเลือกประกันคุ้มครองโรคร้ายควรสำรวจสวัสดิการของตัวเองก่อน ซึ่งในบางครั้งพบว่า หลายคนมีสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลของทางบริษัทที่ตัวเองทำงานอยู่ รวมถึงสิทธิประกันสังคม หรือแม้แต่ซื้อประกันสุขภาพเพิ่มเอาไว้ จึงควรดูว่าสวัสดิการเหล่านี้ได้ครอบคลุมไปถึงในส่วนของความคุ้มครองโรคร้ายแรงด้วยหรือไม่ ครอบคลุมวงเงินในการรักษามากน้อยเพียงใด และระยะเวลาในการคุ้มครองเป็นอย่างไร


เนื่องจากการรักษาโรคร้ายแรงเป็นการรักษาต่อเนื่องบางครั้งใช้ระยะเวลายาวนานในการรักษา เช่น อาจมองว่าสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลของบริษัทที่ทำงาน มีวงเงินสูงซึ่งเป็นสวัสดิการที่ดีให้กับพนักงาน แต่สิทธินี้จะหมดไปหากพ้นสภาพความเป็นพนักงาน หากใช้สิทธิในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บธรรมดาก็ถือได้ว่าครอบคลุม แต่หากรักษาโรคร้ายแรงและต้องหยุดงานเป็นระยะเวลายาวนาน จะมั่นใจได้หรือไม่ว่าบริษัทยังคงให้สถานภาพเป็นพนักงานอยู่ตลอดไปจนกว่าการรักษาจะสิ้นสุด


2.มุมวงเงินการรักษา

เรื่องของสถานพยาบาล กระบวนการรักษา รวมถึงยาต่าง ๆ ที่ใช้ ก็เป็นตัวกำหนดเพื่อให้ได้กรอบวงเงินของการรักษาของแต่ละโรค ซึ่งควรทำการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม หรือถ้าหากนักวางแผนการเงินได้ทำการเตรียมข้อมูลในส่วนนี้มาให้ก็ถือได้ว่าช่วยประหยัดเวลาได้เป็นอย่างดี


อย่างไรก็ตาม หากอัตราค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลมีการเพิ่มขึ้นทุกปี การเตรียมวงเงินไว้ตามสวัสดิการที่มีแต่เป็นวงเงินคงที่ (ไม่ได้มีการปรับขึ้น) จึงเป็นข้อจำกัด แต่เมื่อเกิดเหตุจำเป็นที่ต้องใช้ปรากฏว่าวงเงินค่ารักษาไม่เพียงพอ ดังนั้น ควรกำหนดวงเงินคร่าว ๆ ไว้เพื่อเป็นการรองรับในการรักษาด้วย เช่น หากเป็นโรงพยาบาลของรัฐบาล มีค่าฉายรังสีมะเร็งต่อมน้ำเหลืองจะประมาณ 110,000 บาท แต่หากทำการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชน ค่าใช้จ่ายจะสูงขึ้น 3-7 เท่า ดังนั้น การซื้อประกันชีวิตจะเป็นส่วนที่ขยายวงเงินเดิมของสวัสดิการที่มีอยู่ ให้สามารถมีวงเงินการรักษาที่เพิ่มขึ้นและคลอบคลุมค่าใช้จ่ายที่มากขึ้นด้วย ซึ่งสามารถอัพเดทค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลได้ทุกปี พร้อมกับซื้อประกันสุขภาพเพิ่มได้


3.มุมความคุ้มครอง

เมื่อพิจารณาซื้อประกันสุขภาพที่ดูแลเรื่องโรคร้ายแรงด้วย อาจสงสัยว่าประกันสุขภาพที่ซื้อเอาไว้จะคุ้มครองทันทีหรือไม่ หรือคุ้มครองระยะใดของโรคร้าย หรือคุ้มครองตลอดการรักษา ซึ่งโดยทั่วไปพบว่าประกันสุขภาพที่เกี่ยวกับโรคร้ายแรงมี 2 ลักษณะ คือ


3.1) ประกันสุขภาพ เป็นวงเงินความคุ้มครองที่ครอบคลุมการรักษาโรคภัยไข้เจ็บหรืออุบัติเหตุที่ต้องพักรักษาในโรงพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นค่าห้อง ค่าอาหาร ค่าบริการทางการแพทย์ต่าง ๆ อีกทั้ง รวมถึงค่าบริการทางการแพทย์เพื่อรักษาโรคมะเร็ง ก็รวมอยู่ในเงื่อนไขความคุ้มครองด้วย ซึ่งอยู่ในหมวดที่ 10 และ 11 ของตารางผลประโยชน์ตามมาตรฐานใหม่ (New Health Standard) โดยจะจ่ายตามจริงแต่ไม่เกินวงเงินที่ได้ซื้อไว้ เช่น วงเงินคุ้มครอง 5 ล้านบาท หมายความว่า หากค่ารักษาพยาบาลเกินจากวงเงินนี้ ผู้เอาประกันจะต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายส่วนเกิน เป็นต้น ในส่วนของผลประโยชน์ความคุ้มครอง ประกันสุขภาพจะไม่ได้คุ้มครองเลยทันทีที่ชำระเบี้ยประกัน โดยจะเริ่มนับตั้งแต่วันที่อนุมัติกรมธรรม์ แต่จะมีระยะเวลารอคอย (Waiting Period) ซึ่งเป็นระยะเวลาที่บริษัทประกันจะไม่จ่ายค่ารักษาพยาบาล หรือจะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทไม่ได้ โดยประกันสุขภาพจะมี 2 ระยะเวลารอคอย คือ 30 วันสำหรับโรคทั่วไป และ 120 วันสำหรับโรคระยะก่อโรคนาน เช่น มะเร็ง ก้อนเนื้อ ต้อกระจก ริดสีดวง เป็นต้น


3.2) ประกันคุ้มครองโรคมะเร็งและโรคร้ายแรง แบบเจอ จ่าย จบ เป็นสัญญาจ่ายผลประโยชน์เมื่อตรวจพบเจอโรคร้ายแรง โดยบางกรมธรรม์คุ้มครองทุกระยะของการตรวจพบ บางกรมธรรม์คุ้มครองเมื่อตรวจพบระยะลุกลาม ซึ่งจะจ่ายตามความคุ้มครอง จึงควรพิจารณาเรื่องระยะของความคุ้มครองของโรคก่อนตัดสินใจด้วย และเมื่อมีการจ่ายผลประโยชน์ตามความคุ้มครองแล้วสัญญาก็จะจบในปีกรมธรรม์นั้น


อย่างไรก็ดี นอกจาก 3 มุมมองดังกล่าว ยังมีมุมให้พิจารณาอีกหลายประการ เช่น บางกรมธรรม์มีส่วนเพิ่มเติมเรื่องกรณีอุบัติเหตุ บางบริษัทประกันมีบริการฟรีเรื่องความคิดเห็นที่สองทางการแพทย์ (Medical Second Opinion) เพื่อประกอบการตัดสินใจในการรักษา หรือแม้แต่บางกรมธรรม์มีเงินคืน (Refund) เมื่อไม่มีการเคลม เป็นต้น


Most Viewed
Stock of the Day
GUNKUL เซ็น PPA ใหม่ คว้าโรงไฟฟ้า 3 โครงการ หนุนพอร์ตพลังงานสีเขียวโตต่อ ดันกำลังผลิตรวมพุ่งแตะ 2,121 MW
Updated 18 hours ago
Stock of the Day
เปิดโผหุ้นรับอานิสงส์ 4 ยักษ์ใหญ่จีนลงทุนไทย อัดงบ 7 หมื่นล้าน ลุย EV-AI นิคม ยานยนต์ ชิ้นส่วน พลังงานเด่น
Updated 19 hours ago
Fun of Funds
มองครึ่งปีหลัง “สินทรัพย์เสี่ยง” ยังน่าสนใจ แต่ต้องเลือก... มองบวก “หุ้นไทย” ให้เป้าปีนี้ 1,630 – 1,660 จุด !!!
Updated 19 hours ago
Stock of the Day
ประเทศไทย จาก “Sick Man of Asia” สู่ศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทาน AI ดาวรุ่ง? Bloomberg ชี้โอกาสรับย้ายฐานผลิต หนุนไทยขึ้นแท่นฐานลงทุนโลก
Updated 1 day ago
News Highlight
แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ใช้กระป๋องน้ำอลูมิเนียมรีไซเคิลได้ 100%
Updated 20 hours ago
Follow Us