ประกันชีวิต-สุขภาพ ตัวช่วยวางแผนเกษียณ โอนความเสี่ยงค่ารักษา ปกป้องเงินออมระยะยาว
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ แม้คนไทยจะมีอายุยืนยาวขึ้น แต่ “อายุสุขภาพ” กลับไม่ได้ยืนยาวตามไปด้วย ส่งผลให้ชีวิตหลังเกษียณต้องเผชิญกับภาระค่าใช้จ่ายและค่ารักษาพยาบาลที่พุ่งสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การวางแผนทางการเงินผ่านการทำประกันชีวิตและประกันสุขภาพ จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยโอนย้ายความเสี่ยง และปกป้องเงินออมให้คงอยู่อย่างมั่นคงในระยะยาว
ตั้งเป้าอายุ 100 ปี! โอนความเสี่ยงสุขภาพด้วย “ประกัน” ป้องกันเงินออมรั่วไหล
ในการบรรยายโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ปี 2569 หัวข้อ “วางแผนประกัน-ลงทุน รับเกษียณสุข” คุณสกาว สำราญคง ผู้บริหารฝ่ายฝึกอบรม บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ BLA ได้เปิดเผยถึงแนวคิดการวางแผนเกษียณยุคใหม่ว่า ประชาชนควรปรับมุมมองโดยตั้งสมมติฐานว่าตนเองจะมีอายุยืนยาวถึง 100 ปี เพื่อให้มีเงินทุนรองรับช่วงชีวิตหลังเกษียณที่อาจยาวนานถึง 30-40 ปี โดยวิธีประเมินอายุขัยเบื้องต้น สามารถทำได้โดยอิงจากสมาชิกในครอบครัวที่อายุยืนที่สุดแล้วบวกเพิ่มไปอีกประมาณ 8 ปี
อย่างไรก็ตาม ศัตรูเงียบของการวางแผนเกษียณคือ “เงินเฟ้อ” ที่ค่อย ๆ ลดกำลังซื้อลง โดยเฉพาะ “เงินเฟ้อทางการแพทย์” ที่ปรับตัวสูงขึ้นเฉลี่ยถึง 10% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าเงินเฟ้อทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพกลายเป็นความเสี่ยงหลักของคนวัยเกษียณ
“การวางแผนการเงินควรเริ่มตั้งแต่วันนี้ เพราะยิ่งเริ่มเร็ว ดอกเบี้ยทบต้นก็ยิ่งมีเวลาสร้างผลตอบแทนให้เงินออมเติบโต แต่หากเป็นหนี้ ดอกเบี้ยทบต้นก็จะยิ่งเพิ่มภาระและทำให้เงินไหลออกจากกระเป๋ามากขึ้น” คุณสกาวกล่าว
คุณสกาว แนะนำให้โอนความเสี่ยงด้านสุขภาพผ่านการทำประกันชีวิตและประกันสุขภาพ เพื่อป้องกันไม่ให้เงินเก็บทั้งชีวิตต้องหมดไปกับค่ารักษาพยาบาล ยกตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่ต้องพักฟื้นในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ มีค่าใช้จ่ายสูงถึงประมาณ 50,000 บาทต่อเดือน หรือมากกว่า 600,000 บาทต่อปี
เปิดสูตรคำนวณเงินเกษียณ พร้อมเทคนิคกระจายความเสี่ยง
สำหรับเป้าหมายตัวเลขเงินออมหลังเกษียณ (สมมติฐานเงินเฟ้อ 4% ต่อปี เป็นเวลา 25 ปี) มีแนวทางคำนวณเบื้องต้น ดังนี้
-
อยากใช้เงิน 20,000 บาท/เดือน: ควรมีเงินออมเตรียมไว้ประมาณ 10 ล้านบาท
-
อยากใช้เงิน 50,000 บาท/เดือน: ควรมีเงินสะสมราว 25 ล้านบาท (ยังไม่รวมรายได้จากประกันสังคมหรือเงินบำนาญ)
นอกจากนี้ การตรวจสุขภาพทางการเงินอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย โดยควรสำรองเงินฉุกเฉินไว้ 3-6 เดือน (หรือ 12 เดือนสำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระ) ควบคุมภาระหนี้ไม่ให้เกิน 45% ของรายได้ และทยอยออมเงินอย่างน้อย 10% ของรายได้ทุกเดือน
บริหารภาษีและจัดพอร์ตลงทุนอย่างสมดุล
ในฝั่งของการลงทุน การจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารความเสี่ยง โดยควรกระจายการลงทุนตามระดับความเสี่ยงที่รับได้:
-
สายเซฟ (ความเสี่ยงต่ำ): ตราสารทุน 20%, ตราสารหนี้ 40%, ตลาดเงิน 40% (ผลตอบแทนคาดหวังเฉลี่ย 3.6% ต่อปี)
-
สายปานกลาง: ตราสารทุน 30%, ตราสารหนี้ 50%, ตลาดเงิน 20% (ผลตอบแทนคาดหวังเฉลี่ย 4.6% ต่อปี)
-
สายลุย (เชิงรุก): ตราสารทุน 70%, ตราสารหนี้ 20%, ตลาดเงิน 10% (ผลตอบแทนคาดหวังเฉลี่ย 6.5% ต่อปี)
อีกหนึ่งเทคนิคสำคัญคือการวางแผนภาษีตั้งแต่ต้นปี ผ่านสิทธิลดหย่อนของประกันชีวิต, ประกันสุขภาพ และกองทุน RMF ซึ่งสามารถช่วยประหยัดเงินได้หลักหมื่นบาทต่อปี เช่น ผู้มีรายได้ปีละ 1 ล้านบาท หากวางแผนภาษีอย่างเหมาะสม จะสามารถประหยัดภาษีได้มากกว่า 40,000 บาท ซึ่งเงินส่วนนี้สามารถนำกลับไปลงทุนต่อเพื่อสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวได้
“การสร้างความมั่งคั่งไม่ได้หมายถึงการทำให้เงินเติบโตเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างสมดุลระหว่างการสร้างและการปกป้องทรัพย์สิน เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีอิสรภาพทางการเงินตลอดช่วงวัยเกษียณ” คุณสกาว กล่าวทิ้งท้าย
