ไทยเนื้อหอม! FDI พุ่ง 80% จับตาอุตฯ เทคยุคใหม่ AI-Data Center-Cloud นำทัพเงินลงทุน โบรกฯ มองหุ้นไทยเข้าสู่โหมด “Early Bull”

ประเทศไทยกำลังกลับมาอยู่ในเรดาร์ของนักลงทุนต่างชาติอีกครั้ง หลังคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติพุ่ง 80% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 โดยเม็ดเงินส่วนใหญ่ไหลเข้าสู่ธุรกิจ AI ดาต้าเซ็นเตอร์ คลาวด์ และอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง


แม้ FDI จะไม่ใช่ปัจจัยที่กำหนดทิศทางตลาดหุ้นโดยตรง แต่การลงทุนรอบใหม่นี้กำลังสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุน และอาจเป็นแรงหนุนสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว


ไทยกลับมาโดดเด่นในการดึงดูดการลงทุน

ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติ (Foreign Investment Applications) มีมูลค่า 1.37 ล้านล้านบาท (ประมาณ 40.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) จาก 877 โครงการ เพิ่มขึ้น 80% จากปีก่อน ขณะที่คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งหมด ซึ่งรวมทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติ อยู่ที่ 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากปีก่อน


แม้ตัวเลขดังกล่าวจะเป็นคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งยังไม่ใช่เม็ดเงินลงทุนที่เกิดขึ้นจริง แต่ก็ถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนความเชื่อมั่นและแผนการลงทุนของภาคธุรกิจในอนาคต


เมื่อเปรียบเทียบกับเวียดนาม ซึ่งมีมูลค่า FDI ที่จดทะเบียน (Registered FDI) อยู่ที่ 34.65 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงเดียวกัน เพิ่มขึ้น 61% จากปีก่อน จะเห็นว่าไทยเริ่มกลับมาแข่งขันได้มากขึ้น โดยเฉพาะในการดึงดูดโครงการลงทุนขนาดใหญ่ด้านเทคโนโลยี


จุดเด่นอยู่ที่
คุณภาพของการลงทุน

สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงมูลค่าการลงทุนที่เพิ่มขึ้น แต่คือประเภทของอุตสาหกรรมที่ได้รับเงินลงทุน


BOI ระบุว่า เม็ดเงินส่วนใหญ่ไหลเข้าสู่ธุรกิจดิจิทัล ได้แก่ ดาต้าเซ็นเตอร์, คลาวด์ และโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI รองลงมาคืออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และการผลิตขั้นสูง สะท้อนว่าไทยกำลังเปลี่ยนบทบาทจากเศรษฐกิจที่พึ่งพาการท่องเที่ยวและการบริโภค ไปสู่ฐานการลงทุนของอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง


ซึ่งการลงทุนขนาดใหญ่เหล่านี้มีโอกาสสร้างความต้องการด้านนิคมอุตสาหกรรม, ระบบไฟฟ้า, ก่อสร้าง, โลจิสติกส์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งอาจช่วยสนับสนุนผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในระยะต่อไป


นักวิเคราะห์มองปัจจัยพื้นฐานไทยแข็งแกร่งขึ้น

ผลสำรวจของสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (Investment Analysts Association: IAA) พบว่า 92% ของนักวิเคราะห์มองว่า กระแสเงินทุนต่างชาติ เป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นไทย และ 88% เชื่อว่าการลงทุนด้าน AI และดาต้าเซ็นเตอร์จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยคาดว่าดัชนี SET จะปิดปีที่ 1,619 จุด ภายใต้กรอบ 1,496-1,655 จุด


ด้าน บล.กรุงศรี (Krungsri Securities) ประเมินว่าตลาดหุ้นไทยกำลังเข้าสู่ช่วง “Early Bull” พร้อมให้เป้าหมายดัชนี 1,680 จุด โดยระบุว่าการดึงดูด FDI และการลงทุนภาครัฐจะเป็นปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนการเติบโต 


ขณะที่ Globlex Securities, CGS International Securities, FSS International Investment Advisory Securities (FSSIA) และ Daol Securities ต่างมองว่ากระแสเงินทุนต่างชาติ, แนวโน้มผลประกอบการที่ดีขึ้น และปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งขึ้น จะช่วยหนุนตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งหลังของปี


นอกจากนี้ หลังการประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ประมาณการกำไรต่อหุ้นของตลาด จาก Bloomberg Consensus ได้รับการปรับเพิ่มเป็น 98.8 บาท จาก 95.4 บาท เมื่อต้นปี สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน


สรุป

การที่ประเทศไทยกลับมาดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจำนวนมาก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่าง ดาต้าเซ็นเตอร์, คลาวด์ และการผลิตขั้นสูง ถือเป็นสัญญาณที่น่าจับตา เพราะสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนและการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจไทยไปสู่อุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง


เมื่อประกอบกับแนวโน้มผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่ปรับตัวดีขึ้น, กระแสเงินทุนต่างชาติที่เริ่มกลับเข้ามา และมุมมองเชิงบวกจากนักวิเคราะห์หลายสำนัก ก็เป็นไปได้สูงว่าปัจจัยพื้นฐานของประเทศไทยกำลังแข็งแกร่งขึ้น แม้จะยังมีความท้าทายที่ต้องติดตาม แต่หากแรงส่งเหล่านี้ดำเนินต่อเนื่อง ก็อาจเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยในระยะยาว


ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI), Office of the Board of Investment (OSOS),  General Statistics Office (GSO) of Vietnam, Vietnam News Agency (VNA), Investment Analysts Association (IAA), Krungsri Securities, Globlex Securities, CGS International Securities, FSS International Investment Advisory Securities (FSSIA), Daol Securities, Bloomberg Consensus