ชี้ผลตอบแทนนักลงทุนใน ‘LTF’ รอบ 5 ปี & 10 ปี ต่ำกว่า ‘ผลตอบแทนรวม’…แนะยังไม่ใช่จังหวะในการขาย !!!

ปี2020 ถือเป็นปีแรกที่ไม่มี ‘กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)’ พร้อมกับการมาของ ‘กองทุนรวมเพื่อการออมทั้งแบบพิเศษและธรรมดา (SSFX+SSF)’ ที่คาดหวังกันว่าจะเข้ามาทดแทนกองทุน LTF ที่หายไปได้

แต่บทสรุปออกมาเรียบร้อยแล้วว่า... “เอาไม่อยู่”

ข้อมูลจาก “บจ.มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย)” สะท้อนถึงเม็ดเงินในกลุ่ม ‘กอง SSFX+SSF’ ในปี20 ไหลเข้าสุทธิประมาณ 2.0 หมื่นล้านบาท ในขณะที่เม็ดเงินไหลออกสุทธิจากกอง LTF รอบ 5 ปี (2015-2019) เฉลี่ยอยู่ที่ 2.4 หมื่นล้านบาท

นี่ยังไม่นับเงินไหลออกสุทธิของกอง LTF ในปีที่ผ่านมาอีกประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท อีกด้วย

จึงไม่น่าแปลกใจที่ในไตรมาสที่4/20 ที่ผ่านมา กลุ่ม “กองหุ้นใหญ่” มีเงินไหลออกสุทธิ 7.2 พันล้านบาท เป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี เลยทีเดียว

วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีข้อมูลสถิติที่น่าสนใจของธุรกิจกองทุนรวมในปี20 จาก “Morningstar” มาอัพเดทกัน

เผยไร้‘LTF’ เหตุผลสำคัญ...ทำ ‘กองหุ้นใหญ่’ เงินไหลออกสุทธิไตรมาส4 เป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี

เป็นกระแสวิพากษ์กันมาตั้งแต่ช่วงรอยต่อของการสิ้นสุด ‘กอง LTF’ ถึง ‘กอง SSF’ ที่จะมาทดแทนนั้นจะดึงเม็ดเงินเข้าสู่ “ตลาดหุ้นไทย” ได้มากน้อยเพียงใด พอจะชดเชยเงิน LTF ที่จะหายไปได้มั้ย? จนรัฐต้องส่ง ‘กอง SSFX’ พิเศษมาเพื่อการณ์นี้โดยเฉพาะ แต่ในที่สุดก็...เอาไม่อยู่
“บจ.มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย)”
ระบุว่า หากเทียบกับทิศทางเม็ดเงินกองทุนกลุ่ม ‘กองหุ้นใหญ่’ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาจะพบว่าไม่ว่าผลตอบแทนกองทุนกลุ่มนี้จะเป็น บวก หรือ ติดลบก็จะยังมีเงินไหลเข้าสุทธิระดับหมื่นล้านบาทในไตรมาสสุดท้ายของทุกปี แต่ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2020 ถือเป็นปีแรกที่มีเงินไหลออกสุทธิ ซึ่งเป็นผลจากการขาดเงินลงทุน ‘กอง LTF’ ในขณะที่ ‘กอง SSF’ ที่มาแทนที่นั้นยังไม่ถือว่าได้รับความสนใจเท่าในอดีต บวกกับมีทางเลือกให้ผู้ลงทุนไปลงทุน และถือเป็นการไหลออกสุทธิในไตรมาสที่4 ครั้งแรกในรอบ 15 ปีอีกด้วย

“ในช่วงไตรมาสที่4/20 มีการปรับตัวขึ้นของ SET Index (SET TRI +17.4%) แต่ถือว่ายังไม่ทำให้นักลงทุนสนใจกองทุนหุ้นไทยมากนัก โดยกลุ่ม กองหุ้นใหญ่ ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ของกองหุ้นไทยนั้น มีเงินไหลออกสุทธิ 7.2 พันล้านบาท รวมเป็นเงินไหลออกสุทธิทั้งปีที่ 2.1 หมื่นล้านบาท มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 6.2 แสนล้านบาท สูงขึ้น 11.3% จากไตรมาสที่3/20 อย่างไรก็ตามดัชนี SET Index ณ สิ้นปี 2020 อยู่ที่ระดับ 1,400 จุด ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าปีที่แล้วที่สูงกว่า 1,500 จุด ทำให้มูลค่ากองทุนกลุ่มนี้ยังหดตัวจากปีที่แล้วราว 15.4%”

“กองSSFX+SSF” เงินไหลเข้าสุทธิ...ไม่ Cover เงินไหลออกสุทธิจาก ‘กอง LTF’

“ด้วยเหตุที่ ‘กอง LTF’ ได้มีการยกเลิกสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อผู้ลงทุนไปแล้ว แน่นอนว่าทิศทางกองทุนLTF ตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นไปจะเป็นเงินไหลออก ในขณะที่ ‘กอง SSF’ ที่มาทดแทนนั้นถือว่ายังต่ำกว่าเม็ดเงินกองทุน LTF อยู่พอสมควร หากนำค่าเฉลี่ยเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิกองทุน LTF ในรอบ 5 ปี (2015-2019) จะพบว่าอยู่ที่ประมาณ 2.4 หมื่นล้านบาท ในขณะที่กองทุน SSF มีเม็ดเงินราว 9 พันล้านบาท หากนำปริมาณเงินไหลเข้ากองทุน SSFX ที่เปิดขายเฉพาะในช่วงกลางปี 2020ที่ราว 1 หมื่นล้านบาทมารวมจะอยู่ที่เกือบ 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งยังน้อยกว่าค่าเฉลี่ยเม็ดเงินกองทุน LTF ทั้งนี้ยังไม่รวมกับเม็ดเงินกองทุนไหลออกสุทธิในปีล่าสุดที่ราว 1.5 หมื่นล้านบาท แสดงให้เห็นว่าปริมาณเงินลงทุนประหยัดภาษีนั้นน้อยลงจากในอดีต ซึ่งอาจเป็นผลจากข้อกำหนดหรือเงื่อนไขการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไป ในขณะที่ ‘กอง RMF’ นั้นยังมีปริมาณเงินไหลเข้าสุทธิใกล้เคียงกับในอดีต”

“คงปฏิเสธไม่ได้ว่านักลงทุนที่ลงทุน ‘กอง LTF’ ต้องการประโยชน์ทางภาษี แต่ในช่วงที่ผ่านมาก็ได้สร้างประสบการณ์ที่ดีในการลงทุนหุ้นระยะยาวให้กับผู้ลงทุนด้วยเช่นกัน ในช่วงวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ตลาดหุ้นไทยร่วงไปกว่า -40% ถ้ากอง LTF ไม่มีเงื่อนไขคุมไว้ อาจมีนักลงทุนขายขาดทุนที่ -40% ไปแล้วก็ได้ หลังจากนั้นเขาก็ได้เรียนรู้ว่าเมื่อตลาดพลิกกลับมาผลตอบแทนก็กลับมาเช่นกัน เป็นต้น”

ส่วนหนึ่งที่เม็ดเงินลงทุนไหลเข้า ‘กอง SSFX’ ไม่มาก อาจเป็นเงื่อนไขการถือครองที่ยาวไป ซึ่งเป็นที่ถกเถียงมาตั้งแต่ตอนต้นว่าจะถือกี่ปีดี ในขณะที่ ‘กอง SSF’ ประโยชน์ทางภาษีก็ลดเหลือ 500,000 บาท แล้วต้องนำไปรวมกับกอง RMF ด้วย ดังนั้นคนที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือคนใกล้เกษียณที่มีฐานเงินเดือนสูงก็ใช้สิทธิเต็มเพดานไปแล้ว จึงไม่เหลือเม็ดเงินมาลงทุนในกอง SSF

“ในขณะที่คนอายุน้อย รายได้ไม่มาก บวกกับระยะเวลาการถือครองที่ยาวก็อาจทำให้ไม่ดึงดูดนักลงทุนกลุ่มนี้ จึงทำให้ตัวเลขที่ตลาดเคยประมาณกันไว้สูงไม่ได้เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้แต่ประการใด”

คาดอุตสาหกรรมกองทุนปี21 ผ่าน ‘จุดต่ำสุด’ไปแล้ว...จะกลับมาเติบโตเป็นบวกได้อีกครั้งปีนี้

มูลค่าทรัพย์สินสุทธิกองทุนรวมไทย ณ สิ้นปี 2020 อยู่ที่ 5.0 ล้านล้านบาท ลดลง 6.5% จากสิ้นปี 2019 โดยมีเงินไหลออกสุทธิทั้งปีรวมทั้งสิ้น 2.8 แสนล้านบาท เป็นผลจากการปิดกองทุนตราสารหนี้ 4 กอง ในช่วงต้นปี ทำให้มีเม็ดเงินไหลออกสุทธิจากกองทุนกลุ่มนี้ไปกว่า 1.78 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตามยังเป็นการเติบโตจากไตรมาสก่อนหน้า 1.5% โดยมีเงินไหลเข้าสุทธิ 7.7 หมื่นล้านบาท

กองทุนรวมที่ลงทุนในประเทศซึ่งเป็นสัดส่วนหลักของอุตสาหกรรมมีการฟื้นตัวที่ช้า ปัจจัยการแพร่ระบาด COVID-19 ยังเป็นแรงกดดันต่อสภาวะเศรษฐกิจไทยโดยรวม ในขณะที่การลงทุนต่างประเทศอาจมีปัจจัยสนับสนุนที่ชัดเจนกว่าโดยเฉพาะการลงทุนหุ้นต่างประเทศเช่นกลุ่ม China Equity หรือ Global Equity’

“อย่างไรก็ตาม คาดว่าภาพรวมของอุตสาหกรรมกองทุนรวมในปี2021 นี้ น่าจะฟื้นกลับมาเป็นบวกได้และน่าจะผ่านจุดต่ำสุดมาแล้วเช่นกัน ต้องยอมรับว่าในปีที่ผ่านมามีเหตุการณ์พิเศษเข้ามาทั้ง COVID-19 ตลอดจนการปิด 4 กองทุนตราสารหนี้ ซึ่งมีสินทรัพย์รวมกันจำนวนมาก จึงกระทบต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมมากพอสมควร ในปีนี้ COVID-19 ก็ดูจะไม่ส่งผลกระทบมากเหมือนปีที่แล้วและไม่มีเหตุการณ์พิเศษอะไรเข้ามากระทบก็เชื่อว่าอุตสาหกรรมกองทุนจะเติบโตเป็นบวกได้”

ชี้ผลตอบแทน‘กอง LTF’ ของนักลงทุนรอบ 5 ปี และ 10 ปี ยังต่ำกว่า ‘ผลตอบแทนรวม’

สำหรับ กองทุนเพื่อการออม (SSF)’ และ กองทุนเพื่อการออมพิเศษ (SSFX) มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวม 2.2 หมื่นล้านบาท (กองทุน SSFX มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ ณ วันที่ 1 ก.ค. 20 รวม 1.1 หมื่นล้านบาท) มีเงินไหลเข้าสุทธิในไตรมาสสุดท้ายรวม 9.6 พันล้านบาท

จากการเปิดขายกองทุน SSF/SSFX ในปีแรกพบว่ามีลักษณะการลงทุนคล้ายกับ ‘กอง LTF’ คือเงินลงทุนจะไหลเข้าสูงในช่วงท้ายเช่น มีเงินไหลเข้า ‘กอง SSFX’ สูงในช่วงเดือนมิถุนายนและเดือนธันวาคมสำหรับ ‘กอง SSF’ โดยกลุ่ม กองหุ้นขนาดใหญ่ เป็นกลุ่มที่มีมูลค่าทรัพย์สินรวมสูงสุดที่ 9 พันล้านบาท โดยกว่าครึ่งเป็นเงินจาก ‘กอง SSFX’

ส่วน ‘กองรวมหุ้นระยะยาว (LTF) มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 3.5 แสนล้านบาท ลดลง 14.6% จากสิ้นปี 2019 แต่เพิ่มขึ้น 10.4% จากไตรมาสที่ 3 จากมูลค่าทรัพย์สินที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตาม SET Index อย่างไรก็ตามในไตรมาสสุดท้ายของปียังมีเงินไหลออกจากกองทุน LTF ต่อเนื่องอีก 3.7 พันล้านบาท รวมเป็นเงินไหลออกสุทธิทั้งปีรวมเกือบ 1.5 หมื่นล้านบาท ผลตอบแทนเฉลี่ยกองทุน LTF รอบ 1 ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ -8.0% ในขณะที่รอบรอบ 5 ปีอยู่ที่ 2.1%

ด้าน “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)” มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิกลับขึ้นมาในระดับ 3 แสนล้านบาทได้อีกครั้งหลังจากที่ปรับตัวลงไปในช่วงกลางปี โดยเพิ่มขึ้น 8.5% จากปี 2019 ด้านทิศทางเม็ดเงินกองทุน RMF ในปีนี้ถือว่ามีเงินไหลเข้าในไตรมาสสุดท้ายที่สูงกว่าทุกปีที่ 3.1 หมื่นล้านบาท รวมทั้งปีมีเงินไหลเข้าสุทธิ 3.6 หมื่นล้านบาทในจำนวนนี้เป็นเงินไหลเข้า กองRMF–หุ้น รวมราว 2.3 หมื่นล้านบาท

“ณ สิ้นปี 2020 ค่า Investor return รอบ 5 ปีสำหรับ ‘กอง LTF’ โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 1.2% ในขณะที่ผลตอบแทน (total return) โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 2.1% ในขณะที่รอบ 10 ปี อยู่ที่ 2.4% และ 4.1% ตามลำดับ ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่อาจไม่เป็นที่น่าพอใจนักสำหรับนักลงทุน ดังนั้นนี่อาจไม่ใช่จังหวะที่ดีในการขายกอง LTF อาจจะถือรอให้มีกำไรแล้วค่อยขายจะดีกว่า”

ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงบทสรุปบางส่วนของอุตสาหกรรมกองทุนรวมไทยในปี2020 ที่ผ่านมา หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อย