เจาะโอกาสลงทุนในคลังสินค้าและโรงงาน กับ HYDROGEN REIT และเติบโตอย่างมั่นคงไปด้วยกันกับเครือสหพัฒน์

เครือสหพัฒน์ หรือ Saha Group ผู้เล่นรายใหญ่ในอุตสาหกรรมอุปโภคบริโภคของไทย และอาเซียน มีผลิตภัณฑ์มากมายที่ครองใจคนไทยมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า ขนมปังเบเกอรี่ฟาร์มเฮ้าส์ ผงซักฟอกเปา น้ำยาล้างจานไลปอนเอฟ สบู่อาบน้ำโชกุบุสซึ โมโนกาตาริ เครื่องสำอางมิสทีน  กระจายไปทุกจุดทั่วประเทศไทย


นอกจากสินค้าอุปโภค บริโภคแล้ว สำหรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมการผลิตและขนส่งสินค้า เครือสหพัฒน์ยังเป็นที่รู้จักกันดี ในฐานะผู้ให้เช่าพื้นที่คลังสินค้าและโรงงาน หรือขายที่ดินสำหรับก่อสร้างโรงงานรองรับการผลิต รายใหญ่อีกรายหนึ่งของประเทศไทย โดย บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPI โฮลดิ้งหลักของเครือสหพัฒน์ ได้ดำเนินธุรกิจลงทุนในบริษัทในเครือฯ และพัฒนาสวนอุตสาหกรรมและอสังหาริมทรัพย์ประเภทต่างๆ ด้วยความชำนาญ และประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน



และในปี พ.ศ. 2565 ซึ่งเป็นโอกาสครบรอบ 50 ปีของ SPI ทางบริษัทจึงได้นำทรัพย์สินคุณภาพสูงโดยเฉพาะคลังสินค้าและโรงงานให้เช่ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์  ด้วยการจัดตั้ง HYDROGEN REIT ภายใต้แนวคิด “ผูกพัน แบ่งปัน มั่นคง”  และเปิดโอกาสให้นักลงทุนร่วมเติบโตไปพร้อมกับการขยายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของเครือสหพัฒน์ และการฟื้นตัวของภาคธุรกิจอุตสาหกรรมของไทย  



HYDROGEN REIT ลงทุนในคลังสินค้าและโรงงาน

กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าไฮโดรเจน หรือ  HYDROGEN REIT  เป็นกองทรัสต์ที่จัดตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกของเครือสหพัฒน์ โดย HYDROGEN REIT เป็นหัวใจสำคัญในการสร้างการเติบโตและเสริมความแข็งแกร่งให้กับเครือสหพัฒน์ โดยจะแบ่งปันการเติบโตนี้ให้กับผู้มาร่วมลงทุนในกองทรัสต์


โดยสินทรัพย์ที่จะถูกนำเข้ากองทรัสต์ทั้ง 4 โครงการมีมูลค่ารวมไม่เกิน 2,845.34 ล้านบาท ประกอบด้วย


กรรมสิทธิ์ (Freehold) ในที่ดิน อาคารคลังสินค้า และสังหาริมทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง ของ

1. โครงการไทเกอร์ สุวรรณภูมิ ดีซี ลาดกระบัง โดยคิดเป็นสัดส่วนเท่ากับ 69.73% ของมูลค่าประเมินรวมของทรัพย์สินที่กองทรัสต์จะเข้าลงทุนครั้งแรก


สิทธิการเช่าระยะยาว 30 ปี (Leasehold) ในที่ดิน อาคารโรงงาน และกรรมสิทธิ์ในสังหาริมทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง ของโครงการสวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ ได้แก่

2. โครงการสวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ ศรีราชา โดยคิดเป็นสัดส่วนเท่ากับ 11.69% ของมูลค่าประเมินรวมของทรัพย์สินที่กองทรัสต์จะเข้าลงทุนครั้งแรก


3. โครงการสวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ กบินทร์บุรี โดยคิดเป็นสัดส่วนเท่ากับ 9.19% ของมูลค่าประเมินรวมของทรัพย์สินที่กองทรัสต์จะเข้าลงทุนครั้งแรก


4. โครงการสวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ แม่สอด โดยคิดเป็นสัดส่วนเท่ากับ 9.39% ของมูลค่าประเมินรวมของทรัพย์สินที่กองทรัสต์จะเข้าลงทุนครั้งแรก



ใกล้ศูนย์กลางการขนส่งและศูนย์กระจายสินค้าสำคัญ

ทรัพย์สินที่กองทรัสต์  HYDROGEN จะเข้าลงทุนมีความแข็งแกร่งอย่างมากในด้านทำเลที่ตั้งที่มีความได้เปรียบ โดยในแต่ละโครงการตั้งอยู่ใกล้ศูนย์ขนส่งและศูนย์กระจายสินค้าสำคัญ อย่างเช่นสนามบินสุวรรณภูมิ ท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง เป็นต้น ทำให้ผู้เช่าสามารถขนส่งกระจายสินค้าทั้งภายในประเทศ และออกสู่ต่างประเทศได้อย่างสะดวก โดยเฉพาะในโครงการไทเกอร์ สุวรรณภูมิ ดีซี ศูนย์กลางการดำเนินธุรกิจสำหรับการขนส่งและการกระจายสินค้า ที่ตั้งห่างจากสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง ลาดกระบัง (ICD) เพียง 1 กิโลเมตร ห่างจากนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบังเพียง 4.5 กิโลเมตร  



ฐานการผลิตและการกระจายสินค้าสู่
AEC  

อีกจุดเด่นด้านทำเลที่ตั้งคือ ทรัพย์สินที่กองทรัสต์  HYDROGEN  จะเข้าลงทุนไม่ได้เพียงเชื่อมโยงธุรกิจการผลิตและการขนส่งสินค้าแค่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการเชื่อมโยงไปยังประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม CLMV ด้วย


ทั้งนี้พื้นที่สวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ แม่สอด ที่ถือเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zones : SEZ) เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศไทย  ในการผลิตสินค้าทางภาคเหนือ รวมถึงช่วยกระจายสินค้าอุปโภคบริโภคของไทยไปยังประเทศเมียนมา ตามความต้องการสินค้าไทยในเมียนมาที่เพิ่มสูงอย่างต่อเนื่อง


หรือในพื้นที่ฝั่งตะวันออกที่เชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา ทางเครือสหพัฒน์ มีจุดที่ตั้งโครงการสวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ กบินทร์บุรี ที่ตั้งอยู่บนทางหลวงหมายเลข 33 (ถนนสุวรรณศร) ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมต่อไปยังเมืองปอยเปต จังหวัดบันเตียเมียนเจย ประเทศ กัมพูชา


ส่วน โครงการสวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ ศรีราชา  มีจุดที่ตั้งอยู่ในเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (พื้นที่เขต EEC) เป็นหนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมของประเทศไทย และเป็นที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรม และเขตอุตสาหกรรมหลายแห่งที่มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและได้รับการสนับสนุนจากทางภาครัฐ



กลุ่มผู้เช่าแข็งแกร่งกระจายอยู่ในหลายอุตสาหกรรม

ด้วยศักยภาพของทรัพย์สินที่กองทรัสต์ HYDROGEN จะเข้าลงทุน ทำให้มีผู้ประกอบการจากหลากหลายธุรกิจและเชื้อชาติเช่าพื้นที่ โดยสัดส่วนของผู้เช่าแบ่งตามกลุ่มธุรกิจ ดังนี้ ผู้เช่าประเภทธุรกิจโลจิสติกส์ 42.42 % กลุ่มผู้ผลิตและโรงงานอุตสาหกรรม 28.33% กลุ่มผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ 16.12% กลุ่มผู้ผลิตผ้าและสิ่งทอ  9.05% และกลุ่มผู้ผลิตสินค้าอุปโภค บริโภคที่ใช้แล้วหมดไปอย่างรวดเร็ว 4.08%  และหากแบ่งตามเชื้อชาติของผู้เช่า จะมีผู้เช่าสัญชาติไทยมากที่สุด 42.36%  ญี่ปุ่น 27.51% จีน 16.12% อาร์เจนตินา 13.79% และเกาหลี 0.22%  การที่มีผู้เช่าจากหลากหลายอุตสาหกรรม และจากหลากหลายเชื้อชาติ ทำให้ช่วยลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจกับผู้เช่ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง


อีกหนึ่งจุดแข็งด้านผู้เช่า ได้แก่ ผู้เช่าส่วนใหญ่เป็นบริษัทในเครือสหพัฒน์ อย่างเช่นบริษัท ไทเกอร์ ดิสทริบิวชั่น แอนด์โลจิสติคส์ จำกัด ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ของเครือสหพัฒน์ ที่มีประสบการณ์มากกว่า  20 ปี ในธุรกิจการบริหารคลังสินค้า และให้บริการด้านโลจิสติกส์ ครบวงจร และ บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ร่วมทุนระหว่างเครือสหพัฒน์ หนึ่งในผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็น ผงซักฟอกเปา ยาสีฟัน SALZ ผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็ก โคโดโม เป็นต้น



อัตราการเช่าสูง

ด้วยประสบการณ์ของ SPI ในการบริหารงานคลังสินค้าและสวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ ทำให้ผู้เช่ามีความเชื่อมั่นและที่ผ่านมามีการเช่าต่อเนื่องยาวนาน โดยเฉลี่ยผู้เช่าส่วนใหญ่อยู่กับโครงการมานานกว่า 10 ปี  แม้ในช่วงสถานการณ์ COVID -19 ผู้บริหารโครงการ ได้ดูแลผู้เช่าเป็นอย่างดี จนสามารถผ่านวิกฤติไปได้ด้วยกัน  ส่งผลให้อัตราการเช่าเฉลี่ยปัจจุบันสูงถึง 99.20%



HYDROGEN
REIT เตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์

HYDROGEN REIT จะเข้าลงทุนในทรัพย์สินหลักทั้ง 4 โครงการ มูลค่ารวมทั้งสิ้นไม่เกิน 2,845.34 ล้านบาท ซึ่งจะมาจากการเสนอขายหน่วยทรัสต์ไม่เกิน 2,077.20 ล้านบาท และส่วนที่เหลือจะมาจากการกู้ยืมสถาบันการเงิน โดยจะเปิดให้จองซื้อในช่วงวันที่ 21 – 25 พฤศจิกายน 2565 ผ่านเว็บไซต์ K-My Invest (www.kasikornbank.com/kmyinvest) และสาขาของธนาคารกสิกรไทย


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สาขาของธนาคารกสิกรไทย โทร. 0 2888 8888  ต่อ 819 หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.sec.or.th


การเสนอขายหน่วยทรัสต์ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสของนักลงทุนในการได้รับผลตอบแทนจากเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ และเติบโตไปพร้อมกับเครือสหพัฒน์ ภายใต้แนวคิด “ผูกพัน แบ่งปัน มั่นคง”


โดยมีประมาณการอัตราผลตอบแทนปีแรก ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2566 อยู่ที่ประมาณ 7.0%


คำเตือน: ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน