Official Update :

ชี้ธีม “เทคโนโลยีและเฮลธ์แคร์”…ได้แรงหนุนจาก ‘COVID-19’ ให้แรงต่อเนื่อง !!!

อย่างที่เรารู้กันดีว่าในปีที่ผ่านมา ในแวดวงอุตสาหกรรมบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนในประเทศได้เผชิญกับอุปสรรคที่ทำให้มูลค่าสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (AUM) ต้องสะดุดลงอีกหนึ่งครั้ง


จากการ ปิดกองทุนตราสารหนี้ถึง 4 กอง ของ “บลจ.ทหารไทย” ด้วยผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ ไวรัส COVID-19’ ซึ่งการปิดกองทุนดังกล่าวได้ส่งผลมายังอุตสาหกรรมโดยรวมด้วยเช่นกัน


แต่ถึงอย่างไงก็ตามก็ใช่ว่า AUM ของแต่ละบลจ.จะหดจนน่ากังวล เพราะในทางกลับกัน “สินทรัพย์เสี่ยง” อย่าง หุ้น นั้น ได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างล้นหลาม


โดย หุ้นต่างประเทศ ที่มีกลุ่มหุ้นอย่าง เฮลธ์แคร์และเทคโนโลยีถือว่าได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก


ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงมีอีกหนึ่งบลจ.เป็นเครื่องยืนยันถึงความสนใจของนักลงทุนดังกล่าว ผ่านมุมมองของ สาห์รัช ชัฏสุวรรณ ผู้อำนวยการสายการตลาดและที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด ที่จะมาแชร์ข้อมูลของเทรนด์การลงทุนในปีที่ผ่านมาพร้อมกับแผนธุรกิจของบลจ.ในปี 64 มาเสนอให้แก่ผู้ที่สนใจกันในครั้งนี้



ปี 63 เป็นปีที่เงินโดนดึงจาก “ตราสารหนี้”...สู่ “ตลาดหุ้น”


ในปี 2563 ที่ผ่านมา “ตลาดหุ้น” มีความผันผวนเป็นอย่างมากจากปัจจัยกดดันอย่างการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ที่ส่งผลให้ตลาดทั่วโลกปรับตัวลดลงอย่างแรง ซึ่งรวมถึง “ตลาดตราสารหนี้” ด้วยเช่นกันจนเกิดเหตุให้เห็นการ ปิดตัวลงของกองทุนตราสารหนี้และส่งให้เม็ดเงินในตราสารหนี้แห่งอื่นถูกดึงออกด้วยเช่นกัน




(คุณสาห์รัช ชัฏสุวรรณ)



“แต่อย่างไรก็ดีการแพร่ระบาดของไวรัส COVI-19 ถือเป็นปัจจัยที่ผลักดันและกระตุ้นเทรนด์การลงทุนเทคโนโลยี ให้มาเร็วและแรงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ จึงส่งผลให้ผลตอบแทนของกองทุนที่อิง ธีมเทคโนโลยีและเฮลธ์แคร์ปรับตัวขึ้นแรงหรืออยู่ในระดับที่สูงกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในปีที่ผ่านมา”



AUM ปี 63 ยังคงโตได้ดี...โดยกองทุนรวมที่อิงกระแส ‘เทคโนโลยี-เฮลธ์แคร์’


ซึ่งสำหรับบลจ.ทิสโก้เอง ที่มีกองทุนอิงตามธีมดังกล่าวก็ได้มีการเติบโตของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของทุกกองทุนทุกประเภทที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 อยู่ที่ 3.18 แสนล้านบาท โดยกลุ่ม กองทุนรวม” มีการเติบโตได้ดีที่สุดถึง 8% หรืออยู่ที่ 5.33 หมื่นล้านบาท สวนทางกับอุตสาหกรรมที่หดตัวอยู่ที่ 7%



วางเป้า
AUM กองทุนปี64 โต13%...เล็ง ‘ขยายฐานลูกค้า-เพิ่มช่องทางขาย-เปิดกองใหม่ต่อเนื่อง’


ในปี 64 บริษัทได้ตั้งเป้าหมายการเติบโตของ AUM กองทุนรวมที่ 13% หรืออยู่ที่ราว 6 หมื่นล้านบาท ตามการ ขยายฐานลูกค้าใหม่จากเดิมที่เป็นฐานลูกค้าจากธนาคารทิสโก้ และทีมขายของบลจ. ซึ่งมีจำนวนบัญชีลูกค้าอยู่ที่ 8.5 หมื่นราย


ขณะเดียวกันจะ เพิ่มช่องทางการขาย อย่างการหาเอเจ้นท์นอกเครือทิสโก้ ทั้งบริษัทหลักทรัพย์(บล.) และบริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีเอเจ้นท์อยู่ที่ 33 ราย นอกจากนี้บริษัทยังได้มีการเริ่มขยายไปสู่ ‘Open Architecture’ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าที่มีความหลากหลายมากขึ้น





“พร้อมกันนี้ช่องทางออนไลน์อย่าง ‘TISCO My Fund’ บริษัทได้มีการเพิ่มฟังก์ชั่นใหม่อย่างการเปิดบัญชีออนไลน์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้า โดยฟังก์ชั่นดังกล่าวได้เริ่มเปิดให้ใช้บริการได้ตั้งแต่ช่วงปลายปี 63 และคาดว่าจะผลักดันให้ตัวจำนวนผู้ใช้งานแอพฯ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากปัจจุบันอยู่ 1.07หมื่นราย


สำหรับการเปิดขาย กองทุนใหม่ในปี 64 บริษัทจะมีการออกกองทุนใหม่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในต้นปีได้มีการออกไปแล้ว 2 กองทุน ประกอบไปด้วย ‘TISCO Genomic Revolution Fund (TGENOME)’ ในช่วงเดือนมกราคมและ ‘TISCO China Consumer Fund (TCHCON)’ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์


ซึ่งในเดือนมีนาคมนี้จะมีออกใหม่เพิ่มอีก 1 กอง คือ ‘TISCO New Energy Fund (TNEWENGY) ที่นโยบายการลงทุนของกองจะเป็นเกี่ยวกับหุ้นพลังงานรูปแบบใหม่ อย่างโรงไฟฟ้าพลังงานลม, โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ รวมไปถึงแบตเตอรี่เพื่อตอบรับกระแสรถยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น


ผลการดำเนินงานของบลจ.ทิสโก้ คงเป็นอีกหนึ่งเครื่องยืนยันได้ดีว่าเทรนด์การลงทุน เทคโนโลยีและเฮลธ์แคร์นั้น เป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมและความสนใจจากนักลงทุน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเกิดสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ที่เป็นตัวกระตุ้นให้ประชากรเห็นความสำคัญนั่นเอง

กฤษฎิ์ รัตนธีระธาดา