Official Update :

แนะ “หุ้นจีน” ต้องมีติดพอร์ต...พร้อมชู 2 ธีม ‘New Normal & 2 ขั้วมหาอำนาจ’ ลุยตลาดกระทิงปีฉลู !!!

ภาพรวมเศรษฐกิจทั่วโลกเริ่มฟื้นตัวจากความสำเร็จในการผลิตและแจกจ่ายวัคซีน การดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินและการใช้มาตรการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบของธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ


“จุดต่ำสุด” ของเศรษฐกิจโลกได้ผ่านไปแล้วในปี20 ที่ผ่านมา และกำลังยังอยู่ในช่วงฟื้นตัว พร้อมบริบทที่เอื้อต่อการลงทุนใน “หุ้น” อย่างปฏิเสธไม่ได้


แม้ราคาในหลายตลาดจะขึ้นมาจนสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตของตัวเองแล้วก็ตาม แต่ด้วย ดอกเบี้ยที่ต่ำ ก็ทำให้ราคาหุ้นสามารถจะสูงขึ้นมาได้อีกเพื่อชดเชยนั่นเอง


“บลจ.กสิกรไทย” เชื่อว่า...‘ตลาดกระทิงมา ถึงเวลาต้องลงทุน’ แล้วคุณพร้อมกันหรือยัง?


วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีข้อมูลและมุมมองที่น่าสนใจมาอัพเดทกันเช่นเคย



“จีน” เป็นมหาอำนาจที่กำลังเติบโต...
‘หุ้นจีน’ ยังไงต้องมีในพอร์ต

“วศิน วณิชย์วรนันต์” ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย จำกัด บอกว่า “จีน” กำลังเปลี่ยนไปสู่การเติบโตแบบ “Dual Circulation (ยุทธศาสตร์วงจรคู่ขนาน)” ที่เน้นการเติบโตจากภายในพร้อมๆ กับการดึงการหมุนเวียนภายนอกเข้ามาเหมือนที่ “สหรัฐ” เคยใช้ในอดีต จะเห็นว่าจีนก็มุ่งเน้นไปในด้านความยั่งยืน, Green, เทคโนโลยี ซึ่งเหมือนกันกับสหรัฐ ดังนั้นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับด้านนี้ก็จะได้รับอานิสงส์จากทั้ง 2 ประเทศที่สนบัสนุนด้วย ถือเป็น 2 ประเทศมหาอำนาจที่มีนโยบายเหมือนกันแต่ไม่สามารถจะเป็นเพื่อนกันได้ การแย่งชิงจะมีสูงขึ้น



(คุณวศิน วณิชย์วรนันต์)




“บทบาทของจีนในตลาดหุ้นโลกปัจจุบันคิดเป็น 5% ของดัชนี MSCI World ในขณะที่สหรัฐอยู่ที่ 46% แต่ในอีก 10 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจจีนจะใหญ่แซงหน้าขึ้นเป็นเบอร์1 ของโลก ดังนั้น หุ้นจีน ในดัชนีหุ้นโลกก็จะต้องมีบทบาทมากขึ้น หุ้นจีน ยังไงก็ต้องมีไว้ในพอร์ต”



“ตลาดกระทิงมา...ถึงเวลาต้องลงทุน”...
‘หุ้นโลก’ ยังคงมีปัจจัยขับเคลื่อนต่อไป

แม้ในปีที่ผ่านมาภาพรวมเศรษฐกิจโลกถดถอยเป็นอย่างมาก แต่ตลาดหุ้นหลายแห่งทั่วโลกได้ปรับตัว สูงขึ้นกว่าเดิม ทำให้ผู้ลงทุนเริ่มสนใจย้ายไปลงทุนใน กองทุนต่างประเทศ (FIF)’ กันมากขึ้น และคาดว่าความสนใจจะมีต่อเนื่องไปในปีนี้ โดยปัจจุบันแม้ว่าดอกเบี้ยระยะยาวมีการปรับตัวขึ้นมาตามเงินเฟ้อ แต่ทั่วโลกก็ยังรอให้เศรษฐกิจฟื้นตัว มูลค่าหุ้นบางตลาดค่อนข้างแพง การลงทุนต้องใช้ ความระมัดระวัง มากขึ้น แต่เงินยังคงท่วมโลกอยู่ นักลงทุนก็ยัง  เปิดรับความเสี่ยง (Risk on)’ บริษัทยังมีมุมมองเป็นบวกในช่วง 1-3 เดือนข้างหน้านี้ ก็ยังเป็นปัจจัยบวกต่อ หุ้นโลก


“บริษัทเองยังจะใช้ 3 กลยุทธ์หลักในการขับเคลื่อนธุรกิจทั้ง 1) การบริหารจัดการลงทุนที่ดีมีการนำ ‘Quant Model’ และ ‘Machine Learning’ มาใช้วิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อตลาด 2) โปรดักต์ที่ครบถ้วนและดีมีคุณภาพ มีการใช้ AI/Big Data มาใช้ดูกองทุนของบริษัทและคู่แข่งเพื่อให้กองทุนสามารถสร้างผลงานที่ดีมีคุณภาพ ดังจะเห็นได้จากจำนวนกองทุนของบริษัทที่มี 4-5 ดาว นั้น มีเป็นจำนวนมาก กลุ่ม กองทุน K-FIT’ ก็ติด Top Quatile ได้ 4-5 ดาวทุกกอง สะท้อนถึงคุณภาพของกองทุนภายใต้การบริหารของบริษัทได้เป็นอย่างดี และ 3) การให้คำแนะนำที่ดี ซึ่งจะเป็น 3 กลยุทธ์หลักที่เราจะทำต่อเนื่องไปข้างหน้า”





สำหรับธีมการลงทุนให้น้ำหนักใน 2 ธีม ได้แก่

1) ธีม New Normal การแพร่ระบาดของ COVID-19 เร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของ คนในวงกว้าง เช่น การให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ, การใช้เทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำ วัน รวมถึงการทำงานและการศึกษานอกสถานที่ โดยหุ้นที่ได้ประโยชน์ได้แก่ กลุ่มเฮลธ์แคร์ (Health Care), อีคอมเมิร์ซ (E-commerce) และการศึกษาออนไลน์ (Edutainment) เป็นต้น


2) ธีมสองมหาอำนาจ สหรัฐ และ จีน ต่างมีปัจจัยบวกสนับสนุนเศรษฐกิจในประเทศ


“สำหรับ ตลาดหุ้นไทย บริษัทยังมองเป้าหมายสิ้นปีไว้ที่ 1,600 จุด และสามารถมีโอกาสปรับขึ้นได้ถึง 1,650 จุด หากสถานการณ์ COVID-19 คลี่คลายและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการเปิดประเทศเริ่มเป็นไปได้ในช่วงปลายไตรมาสที่3-4 ส่วน กองทุนหุ้นไทย ยังคงเน้นลงทุนในหุ้นกลุ่ม Quality Growth และ High Potential for Recovery จากความคืบหน้าในการแจกจ่ายวัคซีน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของไทยในอนาคต”



แนะ “กระจายการลงทุน” ผ่าน
‘6 กองทุนเด่น’...ร่วมไปกับการเติบโตในระยะยาว

ด้าน “สุรเดช เกียรติธนากร” กรรมการผู้จัดการ บลจ.กสิกรไทย จำกัด มองว่า ในวิกฤติย่อมมีโอกาสอยู่เสมอในปีที่ผ่านมาก็เช่นกัน บริษัทแนะนำให้ผู้ลงทุนก้าวข้ามความผันผวนในระยะสั้น โดยใช้หลัก ‘กระจายการลงทุน (Asset Allocation)’ พร้อมเติบโตตามเทรนด์โลกในระยะ ยาวผ่าน 6 กองทุนแนะนำ ประกอบด้วย


กองทุนต่างประเทศ ได้แก่ กองทุนเปิดเค พอสซิทีฟ เชนจ์ หุ้นทุน (K-CHANGE) กองทุนเปิด เค ไชน่า หุ้นทุน (K-CHINA) และกองทุนเปิดเค ยูเอสเอ หุ้นทุน (K-USA)


กองทุนผสม ได้แก่ กองทุนเปิดเค โกลบอล อินคัม (KGINCOME) ซึ่งแนะนำให้ใช้เป็น ‘Core Port’ เพื่อสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอให้กับนักลงทุน ความผันผวนน้อย


กองทุนหุ้นไทย ได้แก่ กองทุนเปิดเค สตาร์ หุ้นทุน (K-STAR)


กองทุนตราสารหนี้ ได้แก่ กองทุนเปิดเค ตราสารหนี้ พลัส (K-FIXEDPLUS)



(คุณสุรเดช เกียรติธนากร)



“แม้ว่าภาพรวมการลงทุนใน หุ้น ปีนี้จะเป็น ตลาดกระทิง อยู่ก็ตาม แต่เราก็ต้องระมัดระวังด้วยไม่ให้กระทิงนั้นกลับมาขวิดเราจนบาดเจ็บได้โดยผู้ลงทุนสามารถกระจายการลงทุนตามความเสี่ยงที่รับได้ในสัดส่วนที่แตกต่างกัน เพื่อลดความผันผวนและ เพิ่มประสิทธิภาพให้กับพอร์ตการลงทุน โดยในปีนี้ยังให้น้ำหนักกับการลงทุนในหุ้นมากกว่าตราสารหนี้แต่ให้ยึดกับพอร์ตตั้งต้นของตัวเองเอาไว้ด้วยเช่นกัน”



ตั้งเป้า
AUM ปีนี้เติบโตอีก 7%...ลั่นขอรั้ง “เบอร์1-กองทุนรวม” ต่อเนื่อง

ในปีที่ผ่านมาบริษัทสามารถทำผลงานได้ดี มีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) ณ สิ้นปี20 อยู่ที่ 1.40 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น ธุรกิจกองทุนรวม 1.04 ล้านล้านบาทม ธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 1.96 แสนล้านบาท และธุรกิจกองทุนส่วนบุคคล 1.69 แสนล้านบาท ซึ่งคิดเป็นส่วนแบ่งตลาดจำแนกตามธุรกิจอยู่ที่ 74%, 14% และ 12% ตามลำดับ โดยยังคงครองส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 ใน อุตสาหกรรมกองทุนรวม (ข้อมูลจาก AIMC ณ ธ.ค. 20)


“หากมองภาพรวมอุตสาหกรรมกองทุนรวมในปี20 ที่ผ่านมา (ไม่นับรวมบลจ.AIA) อุตสาหกรรมมีสินทรัพย์สุทธิลดลง 32,000 ล้านบาท แต่บริษัทมีเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิเพิ่มขึ้น 17,000 ล้านบาท สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ผู้ลงทุนมีต่อกองทุนของเราและบลจ.กสิกรไทยได้เป็นอย่างดี เช่นเดียวกับธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกองทุนส่วนบุคคลเช่นกัน ในปีที่ผ่านมาฐานลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นกว่า 98,000 ราย และยังโตได้อีกโดยเฉพาะช่องทางดิจิตอล”




ในปี21 นี้ บริษัทตั้งเป้าเติบโต 7% โดยมุ่งรักษาความเป็นผู้นำตลาดในธุรกิจกองทุนรวม ด้วยการ

1) รักษาฐานลูกค้าเดิมผ่านการแนะนำกองทุนที่เหมาะสมกับภาวะตลาด

2) ขยายฐานลูกค้าใหม่ผ่านการเปิดเสนอขายกองทุนตามไลฟ์สไตล์และเทรนด์โลก

3) พัฒนาช่องทางการลงทุนดิจิตอล โดยเพิ่มฟีเจอร์ใหม่บน App K-My Funds เพื่อให้ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่มากยิ่งขึ้น

4) นำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการวิเคราะห์และบริหารจัดการกองทุนเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด”


“ที่ผ่านมากระแส ‘Digital Disruption’ ในอุตสาหกรรมกองทุนถือว่ามาช้ากว่าธุรกิจการเงินอื่นๆ อย่างไรก็ตามบริษัทได้ปรับตัวรองรับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาลงทุนมากขึ้น โดยใช้ช่องทางดิจิตอลเป็นหลัก เห็นได้จากจำนวนลูกค้าที่ลงทุนผ่าน ช่องทางดิจิตอล (Digital-based Users)’ มีประมาณกว่า 74% จากจำนวนลูกค้าที่มีธุรกรรมทั้งหมดในปีที่ผ่านมา รวมเป็นมูลค่าการซื้อขายกว่า 4.40 แสนล้านบาท ทั้งนี้บริษัทได้ตั้งเป้าจำนวนลูกค้าที่ลงทุนผ่านช่องทางดิจิตอลเพิ่มขึ้นอีก 20% ในปี21 นี้”


แม้ตลาดหุ้นโดยภาพรวมจะปรับตัวขึ้นมามากในปี20 ที่ผ่านมา แต่ปัจจัยต่างๆ ก็ยังหนุนส่งให้ “หุ้นโลก” ยังเป็นสินทรัพย์ที่ยังคงความโดดเด่นต่อเนื่องในปีนี้ตามทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและกำไรบริษัทจดทะเบียนด้วยเช่นกัน พอร์ตตั้งต้นหน้าตาประมาณไหน ในส่วนของ หุ้น ยังสามารถเพิ่มน้ำหนักไปได้อีกเล็กน้อยตามความสามารถในการรับความเสี่ยงของแต่ละคน แต่ที่สำคัญอย่าลืม “การกระจายการลงทุน (Asset Allocation)” ด้วยนั่นเอง

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’