Official Update :

รู้หรือไม่... “แชมป์” กองทุน 9 ประเภท...ทำผลตอบแทนปี2020 ได้ ‘มากกว่า 30%’ ?

“ปีชวด-2020” ที่ผ่านมานั้น เป็นปีที่มาท่ามกลาง ‘วิกฤติ COVID-19’ แต่ภาพรวมของผลตอบแทนจากการลงทุนกลับออกมาดีกว่าที่คิด โดยเฉพาะในกลุ่มที่เกี่ยวกับ ‘เทคโนโลยี’ ทั้งหลาย รวมถึง ‘หุ้นต่างประเทศ’

ในขณะที่ ‘ตลาดหุ้นไทย (SET Index)’ เองนั้น ไม่ค่อยสดใสเท่าไรนัก – 8.26% ส่วนผลตอบแทนรวมของตลาด (SET TRI) -5.24%

รู้หรือไม่...กองทุนที่มี ‘ผลงานดีสุด’ ในปี2020 ให้ผลตอบแทนสูงถึง 114.47% ?

วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ จะพามาดูที่สุดกองทุนในปีชวดมาฝากกัน

“กอง ONE-GECOM “ แชมป์ปี2020...โชว์ผลตอบแทนสูงถึง 114.47%

สำหรับ “ที่สุดกองทุนปีชวด” นั้น จะดูจากแชมป์ในกองทุนแต่ละประเภทซึ่งแบ่งตามเกณฑ์ของ ‘Morningstar’ เป็นสำคัญ โดยตัดดูแชมป์ที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้เกิน 30% มาดูกันจะพบว่า มีกองทุน 9 ประเภท ที่แชมป์กลุ่มมีผลงานโดดเด่น ซึ่งล้วนเป็นกองทุนต่างประเทศทั้งหมด

“โดย Top5 สามารถทำผลตอบแทนได้มากกว่า 70% ทุกกองและเป็นกองทุนหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีทั้งหมด”

อันดับ1 : “กองทุนเปิดวรรณ โกลบอล อีคอมเมิร์ซ (ONE-GECOM)” ของ ‘บลจ.วรรณ’ จัดอยู่ในกลุ่มกองทุนประเภท Sector Focus” ที่เน้นลงทุนเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ ทำให้ผลตอบแทนได้สูงสุดถึง 114.47%

“ปัจจุบันเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน  ‘Amplify Online Retail ETF’ ซึ่งลงทุนในกิจการที่มีรายได้หรือได้รับประโยชน์จากช่องทางจำหน่ายผ่านออนไลน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ประกอบกับการคัดเลือกหุ้นรายตัวโดยผู้จัดการกองทุนของ ‘บลจ.วรรณ’ ที่เน้นลงทุนในหุ้นที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงและมีแนวโน้มให้ผลตอบแทนที่ดีในอนาคต”

อันดับ2 : “กองทุนเปิดฟิลลิปเวิลด์อินโนเวชั่น (PWIN)” ของ ‘บลจ.ฟิลลิป’ จัดอยู่ในกลุ่ม “กองหุ้นโลก ให้ผลตอบแทน 93.60%

“เป็น Fun of Funds มีนโยบายลงทุนในตราสารทุนต่างประเทศทั่วโลกที่เกี่ยวข้องหรือได้รับประโยชน์จากนวัตกรรม โดยจะลงทุนในกองทุนต่างประเทศอย่างน้อย 2 กองทุน ในสัดส่วนกองทุนละไม่เกิน 79% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ปัจจุบันเน้นลงทุนในกองทุน ARK Innovation ETF รวมถึงกอง ETF อื่นๆ ในสัดส่วนที่น้อยกว่า”

อันดับ3 : “กองทุนเปิดทิสโก้ โกลบอล ดิจิตอล เฮลธ์ อิควิตี้ (TGHDIGI)” ของ ‘บลจ.ทิสโก้’ อยู่ในกลุ่ม “กองสุขภาพโลก” ให้ผลตอบแทน 79.86%

“มีนโยบายเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน ‘CS (Lux) Global Digital Health Equity’ ชนิดหน่วยลงทุน IB USD (กองทุนหลัก) ซึ่งมีนโยบายการลงทุนอย่างน้อย 2 ใน 3 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนในบริษัทที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการนำเสนอผลิตภัณฑ์หรือบริการทางการแพทย์ (Digital Health) ทั่วโลก (รวมถึงกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่) ถือเป็นการผนวกการลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเฮลธ์แคร์ไว้ด้วยกันในกองทุนเดียว”

อันดับ4 : “กองทุนเปิดเคแทม เวิลด์ เทคโนโลยี อาร์ทิฟิเชียล อินเทลลิเจนซ์ อิควิตี้ ฟันด์ ชนิดสะสมมูลค่า (KT-WTAI-A)” ของ ‘บลจ.กรุงไทย’ อยู่ในกลุ่ม “กองเทคโนโลยีโลก” ให้ผลตอบแทน 77.38%

“มีนโยบายเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน ‘Allianz Global Artificial Intelligence’ ซึ่งเป็นกองทุนหลักในหน่วยลงทุนชนิด Class AT (USD) ซึ่งกองทุนหลักเน้นลงทุนในตราสารทุนทั่วโลกที่ธุรกิจของบริษัทจะได้รับประโยชน์จาก/หรือเกี่ยวข้องกับวิวัฒนาการของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ในปัจจุบัน”

อันดับ5 : “กองทุนเปิดเค ยูเอสเอ หุ้นทุน-A ชนิดสะสมมูลค่า (K-USA-A(A))” ของ ‘บลจ.กสิกรไทย’ อยู่ในกลุ่ม “กองหุ้นสหรัฐ” ให้ผลตอบแทน 73.03%

“มีนโยบายเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน ‘Morgan Stanley US Advantage Fund - I Shares​​ (USD)​’ ซึ่งเป็นกองทุนหลัก โดยกองทุนหลักเน้นลงทุนส่วนใหญ่ในหุ้นของบริษัทสหรัฐไม่น้อยกว่า 70% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ​ ซึ่งปัจจุบันมีน้ำหนักหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นส่วนใหญ่ของพอร์ตเช่นกัน”

จะเห็นว่ากองหุ้นที่มีผลงานโดดเด่นใน 5 อันดับแรก น่าจะได้ประโยชน์จาก ‘COVID-Premium’ ที่ผลักดันให้หุ้นเทคโนโลยีปรับตัวขึ้นโดดเด่นในช่วงปีที่ผ่านมา ในส่วนของอันดับ 6 และ 7 นั้น ได้แก่ ‘กอง ASP-EVOCHINA’ และ ‘กอง M-ATECH’ นั้น ก็ยังอิงกับหุ้นเทคโนโลยีเช่นกันแต่มาทาง ‘จีน’ และ ‘เอเชีย’ ผลตอบแทนก็ไม่น้อย 60.00% และ 50.41% ตามลำดับ

“ส่วนอันดับที่ 8 และ 9 นั้น เป็นของ ‘บลจ.กรุงศรี’ ทั้งคู่ เป็น ‘กองผสมโลก’ และ ‘กองหุ้นญี่ปุ่น’ ได้แก่ ‘กอง KF-ORTFLEX’ และ ‘กอง KFJAPANRMF’ ด้วยผลตอบแทน 43.95% และ 30.14% ตามลำดับ”

ท้ายสุด...ภาพสะท้อนหนึ่งที่ชัดเจน คือ “ในทุกวิกฤติ...ย่อมมีโอกาส” อยู่เสมอ และ ‘การกระจายการลงทุน (Asset Allocation)’ ยังเป็นหัวใจของการลงทุนของคุณในทุกๆ ปี เพื่อจะทำให้คุณไม่พลาดโอกาสที่ดีในการลงทุนไปนั่นเอง