Official Update :

บล.ทิสโก้แนะรอจังหวะหุ้นไทยย่อตัว ทยอยสะสมหุ้นเชิงรับ- วัฎจักร

บล.ทิสโก้ชี้ระยะสั้นหุ้นไทยอาจย่อตัวตามตลาดหุ้นโลก หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับขึ้นสูงสุดในรอบ 1 ปี แถมกระแสเงินทุนต่างชาติเตรียมไหลออกอีกกว่า 120 ล้านรับ FTSE เตรียมปรับลดน้ำหนักหุ้นไทย แนะกลยุทธ์ลงทุนเดือน มี.ค. รอจังหวะปรับฐานช้อนซื้อหุ้นเชิงรับ และหุ้นกลุ่มวัฎจักร


นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า บล.ทิสโก้แนะนำให้นักลงทุนระมัดระวังการลงทุนในตลาดหุ้นต่อจากนี้ หลังจากที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ (Bond Yield) ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง แตะระดับสูงสุดรอบ 1 ปี  ซึ่งศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้(TISCO ESU) ประเมินว่า ในช่วงไตรมาส 2/ 2564 หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปี เกินกว่าระดับ 1.4% ขึ้นไปจะเริ่มกดดันให้ตลาดหุ้นปรับฐานลงได้ 


ด้านกระแสเงินทุนต่างประเทศในระยะสั้นนั้น บล.ทิสโก้ประเมินว่าในระยะสั้นยังคงมีปัจจัยลบเข้ามากระทบ เช่น ความล่าช้าในการจัดหาวัคซีนเมื่อเทียบกับอีกหลายประเทศทำให้ในปีนี้เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวช้าเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ  ขณะที่การเมืองในประเทศยังไม่นิ่งเห็นได้จากจากการกลับมาชุมนุมระลอกใหม่ และความไม่แน่นอนของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผสานกับฟุตซี่ รัสเซล (FTSE Russell) เตรียมปรับลดน้ำหนักหุ้นไทยลงจาก 2.3% สู่ 2.25% มีผลบังคับใช้ ณ ราคาปิดวันที่ 19  มีนาคม ซึ่งคิดเป็นเม็ดเงินไหลออกราว 120 ล้านดอลลาร์ฯ จะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่กดดันกระแสเงินทุนต่างชาติในเดือนนี้  


นอกจากนักลงทุนต่างชาติจะขายสุทธิ 2 เดือนติดต่อกันแล้ว นักลงทุนสถาบันในประเทศยังขายสุทธิต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 ติดต่อกันด้วย อิงจากสถานการณ์แบบนี้ในอดีต โอกาสที่หุ้นไทยจะปรับตัวลงมีสูงถึง 83% แต่ในทางกลับกัน หากนักลงทุนต่างชาติหรือนักลงทุนสถาบันในประเทศฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกลับมาเป็นผู้ซื้อสุทธิมีโอกาส 61% ที่หุ้นไทยที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้น และหากนักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนสถาบันในประเทศกลับมาซื้อสุทธิพร้อมกันก็มีโอกาสถึง 82% ที่หุ้นไทยจะปรับตัวเพิ่มขึ้นนายอภิชาติกล่าว 


สำหรับการประชุมธนาคารกลางสำคัญในเดือนนี้ เช่น ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) ภาพรวมคาดว่าทุกธนาคารกลางยังคงนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายอย่างมากตามเดิม แต่ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม คือ ประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจรอบใหม่ และการส่งสัญญาณการปรับลดแผนการอัดฉีดสภาพคล่องลงหรือไม่ (QE Tapering) โดยบล.ทิสโก้ประเมินว่าการส่งสัญญาณ QE Tapering ดังกล่าวยังเร็วเกินไปสำหรับตอนนี้ เนื่องจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องใช้เวลา และยังขึ้นอยู่กับกระจายวัคซีนในวงกว้างเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่อีกด้วย 


ที่สำคัญ FED ได้ปรับเป้าหมายเงินเฟ้อมาเป็นเงินเฟ้อเฉลี่ยที่ระดับ 2% ทำให้การดำเนินนโยบายการเงินมีความยืดหยุ่นมาก สามารถประวิงเวลาการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายได้อีกนานพอสมควรจนกว่า FED จะมั่นใจว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวแข็งแกร่งจริง ดังนั้น การปรับตัวขึ้นของ Bond Yield จึงเป็นการปรับขึ้นจากระดับที่ต่ำมากเพื่อหาสมดุลใหม่ และภาพนโยบายการเงินโดยรวมยังเป็นผลดีต่อราคาสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ โดยเฉพาะตลาดหุ้นเกิดใหม่ (EM)  สำหรับตลาดหุ้นไทย แนะนำให้นักลงทุนควรรอโอกาสหุ้นไทยปรับฐานลงตามหุ้นโลกจึงค่อยทยอยสะสมเพิ่ม


สำหรับกลยุทธ์การลงทุนเดือนนี้ บล.ทิสโก้เลือกหุ้นผสมผสานระหว่างหุ้นเชิงรับ (Defensive & Dividend Stocks) ที่มีประเด็นบวกเฉพาะตัวหนุน แนะนำ ADVANC, BDMS และ EASTW และหุ้นกลุ่มวัฎจักร (Cyclical Stocks) ที่ราคายังมีโอกาสปรับขึ้น (Upside) แนะนำ SCC, TOP และ TPIPL ดังนั้น หุ้นเด่นที่แนะนำในเดือนมีนาคม คือ ADVANC, BDMS, EASTW, SCC, TOP และ TPIPL  ด้านแนวรับสำคัญของเดือนนี้อยู่ที่ 1,450 , 1,455 และ 1,475 ตามลำดับ ส่วนแนวต้านสำคัญอยู่ที่ 1,510, 1,515, 1,530 และ 1,560 จุด ตามลำดับ