แนะเพิ่มน้ำหนัก “หุ้นต่างประเทศ”...ส่วนหุ้นไทยชู ‘กลุ่มโรงพยาบาล-โรงแรม’ เด่นสุด!!!

หากไม่รวมผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิตอลอย่าง บิทคอยน์ (Bitcoin)” ในปี 2564 ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่ “ตลาดหุ้น” ยังคงให้ผลตอบแทนที่สูงในอันดับต้นๆ ด้วยสถานการณ์ภาวะดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำหรือแทบจะติดดินนั้น


จึงทำให้นักลงทุนไม่น้อยยังคงเฟ้นหาโอกาสการลงทุนอยู่ในตลาดหุ้นอยู่อย่างสม่ำเสมอ แต่ด้วยการปรับตัวขึ้นของราคาสินทรัพย์ที่มีการปรับตัวอยู่ตลอดนั้นก็ได้ทำให้ราคาขึ้นมาค่อนข้างแพงเป็นส่วนใหญ่


เว้นแต่ “ตลาดหุ้นไทย” ที่แม้ว่าจะหุ้นรายตัวที่ได้ปรับตัวขึ้นจนทำให้นักลงทุนฮือฮาได้ไม่น้อย แต่ในทางกลับกันดัชนีตลาดหุ้นไทยกลับไปไหนไม่ได้ไกลกันหรือแทบจะยืนอยู่ที่เดิมด้วยซ้ำ


ส่งผลให้นักลงทุนบางกลุ่มปรับมุมมองการลงทุนไปยังตลาด “ต่างประเทศ” แทนการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ที่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าและโอกาสปรับตัวของราคาที่ไปได้ไกลกว่า


ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงได้มีมุมมองการลงทุนและทิศทางของตลาดหุ้นไทยต่อไปนี้จะไปในทางใดหรือยังสามารถลงทุนได้หรือไม่ ผ่าน “สาห์รัช ชัฏสุวรรณ”ผู้อำนวยการสายการตลาดและที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด มาแชร์ให้แก่ผู้ที่สนใจกันในครั้งนี้



“หุ้นไทย” เป็น
‘Old Economy’…อัพไซด์จึงค่อนข้างจำกัด

โดยทิศทาง “ตลาดหุ้นไทย” ณ สิ้นปี 2564 คาดการณ์จะอยู่ที่ 1,500 จุด เนื่องจากอุตสาหกรรมของธุรกิจบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยนั้น เป็น ‘Old Economy’ ซึ่งต่างจากธุรกิจของบริษัทจดทะเบียนในภูมิภาคที่ธุรกิจส่วนใหญ่เป็น ‘New Economy’ ทำให้อัพไซด์ตลาดค่อนข้างน้อยหรือค่อนข้างจำกัด



(สาห์รัช ชัฏสุวรรณ)

 

SET” ยังลุ้นฟันด์โฟลว์ได้...แต่ความน่าสนใจยังน้อย

เห็นได้จากฟันด์โฟลว์ที่ผ่านมา โดยฟันด์โฟลว์ได้ไหลเข้ามายังกลุ่ม “ตลาดเกิดใหม่” ค่อนข้างสูง ซึ่งตลาดหุ้นไทยก็ได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติเข้ามาบ้างจาก P/E ที่ยังถูก แนวโน้มหลังจากนี้ประเมินว่าก็ยังไหลเข้ามาบ้างแต่ไม่สูงนักเนื่องจากกลุ่มตลาดเกิดใหม่มีตลาดหุ้นประเทศอื่นที่ดูน่าสนใจกว่าอย่างประเทศ “จีน” ที่จะดึงดูดฟันด์โฟลด์ได้เยอะสุด



คาด “วัคซีน” อาจเป็นตัวช่วยคลี่คลายตลาด...แต่ฟื้นความเชื่อมั่นผู้บริโภคได้ยาก

ส่วนปัจจัยอย่างสถานการณ์การแพร่ระบาด COVID-19 ยังเป็นปัจจัยที่ยังต้องติดตามถึงการควบคุมสถานการณ์ของภาครัฐบาล และการเริ่มแจกจ่ายวัคซีนต้านไวรัส COVID -19 ได้ในช่วงใด ซึ่งก็คาดการณ์ว่าจะช่วงให้สถานการณ์ดังกล่าวคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้






“แต่อย่างไรก็แม้ว่าจะสามารถเริ่มแจกจ่ายไปจนฉีดให้แก่ประชาชนได้ แต่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร เนื่องจากผู้บริโภคในประเทศและนักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงมีความกังวลและความกลัวอยู่จึงใช้ระยะเวลาในการเยียวยา”



SET” ยังลงทุนได้-แต่ต้องเลือกเป็นรายเซกเตอร์หรือรายตัว...ชู ‘กลุ่มโรงพยาบาล-โรงแรม’

โดยการลงทุนใน “ตลาดหุ้นไทย” ยังสามารถลงทุนได้แต่จะต้องเป็นรายเซ็กเตอร์หรือรายตัว สำหรับกลุ่มที่น่าสนใจหรือลงทุนนั้น เป็นกลุ่ม โรงพยาบาล เนื่องจากกลุ่มพื้นฐานธุรกิจดังกล่าวในประเทศค่อนข้างแข็งแรงหรือติดอันดับต้นของโลกจึงยังมีแนวโน้มที่เติบโตได้อนาคต


“อีกหนึ่งกลุ่มธุรกิจที่ยังสามารถลงทุนได้ คือกลุ่ม ธุรกิจโรงแรม ที่แม้ว่าในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 จะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างสูง แต่หากภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เริ่มกลับมา ก็ประเมินว่าจะทำให้กลุ่มธุรกิจดังกล่าวฟื้นตัวกลับมาได้เช่นกัน”


อย่างไรก็ดีการจัดพอร์ตการลงทุน ก็อยากให้นักลงทุนให้น้ำหนักการลงทุนใน “หุ้นต่างประเทศ” เป็นหลักหรือให้น้ำหนักมากกว่าตลาดหุ้น โดยกระจายลงทุนใน หุ้นอินโนเวชั่น และเฮลธ์แคร์ หากแบ่งความน่าสนใจรายประเทศเรายังคงมองว่า “ตลาดหุ้นจีน” มีความน่าสนใจที่สุด


คงต้องยอมรับว่าการลงทุนใน ตลาดหุ้นไทย เพื่อแสวงหาผลตอบแทนในระดับหนึ่งนั้นโอกาสคงเป็นไปได้ยากในสถานการณ์เช่นนี้หรือในช่วงที่กระแสการลงทุนไปให้ความสำคัญแก่ธีม อินโนเวชั่นและ เฮลธ์แคร์ เพราะธุรกิจในอุตสาหกรรมตลาดหุ้นไทยเป็น ‘Old Economy’ จึงเห็นการเติบโตได้ค่อนข้างยาก

กฤษฎิ์ รัตนธีระธาดา