Official Update :

“การจัดกลุ่มหลักทรัพย์” ที่ใช้ข้อมูล ‘คะแนน ESG’ ร่วมวิเคราะห์...ให้ผลตอบแทนรวมมากกว่าดัชนีทั่วไป

ในปัจจุบันแนวคิดในการดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้น “ความยั่งยืนในระยะยาว” ไม่หวังเพียงผลกำไรในระยะสั้น เริ่มเข้ามามีบทบาทและได้รับความนิยมมากขึ้นในยุคปัจจุบัน โดยกรอบแนวคิดหลักที่ได้รับความนิยมคือการคำนึงถึงปัจจัยด้าน สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environment, Social and Governance: ESG)

ซึ่งจากการพัฒนาแนวคิดในการดำเนินธุรกิจดังกล่าวได้นำไปสู่การขยายตัวอย่างรวดเร็วในมิติด้านการลงทุนก่อให้เกิดแนวคิดการลงทุนอย่างรับผิดชอบและเพื่อความยั่งยืน

โดยผู้ลงทุนทั้งสถาบันและรายบุคคลทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับการลงทุนใน “หุ้นยั่งยืน” มากขึ้น จนอาจกลายเป็นการลงทุนกระแสหลัก และก้าวไปเป็นหนึ่งในข้อมูลพื้นฐานในการประกอบการตัดสินใจลงทุนในอนาคต

ประเด็นด้าน ESG ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการวิเคราะห์และการตัดสินใจในการลงทุน ตลอดจนส่งเสริมให้ภาคธุรกิจมีการเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้ลงทุนมั่นใจได้ว่ามีส่วนร่วมสนับสนุนบริษัทที่ดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบและเพื่อความยั่งยืนอย่างแท้จริง

โดยในปี 2563 มี ‘นักลงทุนสถาบัน’ ที่ลงนามสนับสนุนหลักการของ ‘UN Principles for Responsible Investment (PRI)’ แล้วทั้งสิ้นกว่า 3,000 แห่ง คิดเป็นสินทรัพย์ภายใต้การบริหารมากกว่า 103.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ เติบโตขึ้นจากปี 2549 ที่มีนักลงทุนสถาบันเพียง 63 แห่ง และสินทรัพย์ภายใต้การบริหารเพียง 6.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ

ในวันนี้ทาง ‘Wealthythai’ จึงมีเกร็ดความรู้ดีๆ เกี่ยวกับการจัดพอร์ตการลงทุนใน ‘ธีม ESG’ จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยไปจนถึงกองทุน ESG มาแนะนำให้แก่ผู้อ่านและผู้ที่สนใจ

“5 ขั้นตอน” ในการสร้างหลักทรัพย์กลุ่ม ESG

โดยปัจจุบันได้มีการใช้ ‘ข้อมูล ESG’ เข้าไปรวมอยู่ในกระบวนการตัดสินใจลงทุน โดยมีวิธีการหรือขั้นตอน ที่แตกต่างกัน ซึ่งวิธีการที่นำมาใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นเพียงหนึ่งในวิธีการที่สามารถผนวกปัจจัยด้าน ESG ในการสร้างกลุ่มหลักทรัพย์ (portfolio) โดยอาจแบ่งเป็น 5 ขั้นตอน ประกอบไปด้วย

หรืออย่างการใช้ข้อมูล ‘คะแนน ESG’ จากบริษัทที่เป็นผู้ให้บริการจัดอันดับ rating ด้าน ESG (Arabesque) มาทำการศึกษา โดยมีขั้นตอนการสร้างกลุ่มหลักทรัพย์ลงทุน ดังต่อไปนี้

  1. เลือกเฉพาะหลักทรัพย์ที่มีการให้คะแนนด้าน ESG
  2. คัดเฉพาะหลักทรัพย์ที่ได้คะแนน ESG อยู่ในระดับสูง (เช่น 30 อันดับแรก) และมีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ด้านมูลค่าหลักทรัพย์และด้านสภาพคล่อง
  3. ถ่วงน้ำหนัก (weighting) การลงทุนโดยใช้วิธีการคำนวณแบบถ่วงน้ำหนักด้วย มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (market-cap weight) หรือวิธีให้น้ำหนักกับทุกหลักทรัพย์เท่ากัน (equal weight)
  4. เกลี่ยน้ำหนัก (tilt) จากหุ้นที่มีคะแนน ESG น้อยกว่าไปให้กับหุ้นที่มีคะแนน ESG มากกว่า โดยจัดกลุ่มหุ้นเป็น quartile ตามคะแนน ESG
  5. จากวิธีการถ่วงน้ำหนักทั้ง 2 วิธี และทำการเกลี่ยน้ำหนักไปให้กับหุ้นที่มีคะแนน ESG มากกว่า จะได้ทั้งหมด 4 portfolios

ในแง่ของการวัดผลตอบแทนรวมแบบย้อนหลังตามช่วงเวลา ตามภาพจพบว่า การจัดกลุ่มหลักทรัพย์ที่ใช้ข้อมูลคะแนน ESG ร่วมในการวิเคราะห์ ให้ผลตอบแทนรวมมากกว่าดัชนีSET100 TRI ในทุกรูปแบบของการจัดกลุ่มหลักทรัพย์ (ESG Portfolio 1ถึง 4) และทุกช่วงเวลาย้อนหลัง เช่น นับตั้งแต่มีการจัดทำคะแนน ESG ประมาณ 1 ปี 9 เดือน พบว่า กลุ่มหลักทรัพย์ลงทุนในหุ้นที่ได้คะแนน ESG สูงอยู่ใน top 50th percentile และทำการถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (ESG Portfolio 1) มีผลตอบแทนรวม -16.93% ซึ่งสูงกว่า SET100 TRI ที่มีผลตอบแทนรวม -18.97% เป็นต้น

“ทั้งนี้หากนำกลุ่มหลักทรัพย์ลงทุนดังกล่าว มาทำการเกลี่ยน้ำหนักด้วยคะแนน ESG โดยลดจากหุ้นที่มีคะแนน ESG ต่ำไปเพิ่มให้กับหุ้นที่มีคะแนน ESG สูง (ESG Portfolio 2) พบว่า ได้ผลตอบแทนรวมเพิ่มขึ้นจาก ESG Portfolio 1 อีกประมาณ 2%”

นอกจากนั้นการจัดกลุ่มหลักทรัพย์ลงทุนในหุ้นที่มีคะแนน ESG สูง แบบที่ทำการถ่วงนำหนักเท่ากันทุกหลักทรัพย์ (ESG Portfolio 3) มีผลตอบแทนรวม -10.21% สูงกว่า SET100 TRI ที่ -18.97% และหากน้ำกลุ่มหลักทรัพย์ลงทุนดังกล่าว มาทำการเกลี่ยน้ำหนักตามคะแนน ESG โดยลดจากหุ้นที่มีคะแนน ESG ต่ำไปเพิ่มให้กับหุ้นที่มีคะแนน ESG สูง (ESG Portfolio 4) พบว่า ให้ผลตอบแทนรวมสูงขึ้นอีกประมาณ 1.9%

เลือกกองทุน ESG ผ่าน ‘Morningstar Sustainability Rating’

แต่หากใครที่คิดว่าการจัดพอร์ตทั้ง 2 แบบข้างต้นดูยุ่งยากและซับซ้อนไป ทางสายการลงทุนในกองทุนรวมเองก็มีอีกตัวเลือกที่ช่วยคัดสรรอย่าง “Morningstar” ที่ได้เปิดตัว ‘Morningstar Sustainability Rating’ เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2559 เพื่อเป็นเครื่องวัดว่าหลักทรัพย์ที่กองทุนถือครองอยู่มีการดำเนินงานในแง่ของการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (Environmental) สังคม (Social) และธรรมาภิบาล (Governance) ที่ดีมากน้อยเพียงใด

“โดยแสดงในรูปแบบของรูปลูกโลก (Globe) ตั้งแต่ 1-5 ลูกโลก การคำนวณใช้คะแนนที่ผ่านการวิเคราะห์ (รายบริษัท) โดย ‘Sustainalytics’ ซึ่งเป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ด้าน ESG ครอบคลุมมากกว่า 10,000 บริษัททั่วโลก และมากกว่า 140 บริษัทในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมีกองทุนรวมที่เข้าเกณฑ์ดังกล่าวถึง 1,042 กอง ให้เลือกสรรกัน”

“ธีมการลงทุน ESG” ถือเป็นอีกหนึ่งธีมที่น่าสนใจ ที่นอกจากจะเป็นแนวคิดการลงทุนแบบยั่งยืนแล้ว ในด้านผลตอบแทนแล้วยังคาดหวังได้ดีด้วยเช่นกัน แม้ว่าในปัจจุบันอาจจะยังไม่ได้รับความนิยมจากนักลงทุนมากนัก แต่เชื่อว่าในอนาคตธีมการลงทุนดังกล่าวก็อาจจะได้รับความนิยม จากการผลักดันของภาคเอกและภาครัฐให้ถึงความสำคัญในเรื่อง ESG