Official Update :

ชี้ “หุ้นไทย” เลือกลงทุนถูกตัว-ใช้กลยุทธ์ถูกต้อง...สามารถ ‘ทำกำไร’ ในยามที่ตลาดแย่ได้ !!!

ในปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจโลก รวมถึงประเทศไทยต่างได้รับผลกระทบจาก “วิกฤต COVID -19” แพร่ระบาด โดยปัจจัยลบดังกล่าวได้กดดันให้ดัชนีผลตอบแทนรวมตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET TRI) ติดลบราว 5.24%


ซึ่งสาเหตุเพราะบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับวัฏจักรเศรษฐกิจ และมีสัดส่วนหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากวิกฤตดังกล่าวค่อนข้างน้อย


จึงทำให้นักลงทุนไม่น้อยต้องนั่งกุมขมับกับสถานการณ์ที่ตลาดต้องติดลบ แต่อย่างไรก็ดีได้มีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ก็สามารถบริหารจัดการกองทุนให้สามารถเป็นบวกได้เช่นกัน


ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงอยากขอถือโอกาสนำข่าวสารจาก บลจ.ทิสโก้ ที่สามารถบริหารกองทุนให้มีผลตอบแทนเป็นบวกและสูงกว่าตลาดได้ด้วยเช่นกัน มาแชร์ให้แก่นักลงทุนที่สนใจกันในครั้งนี้



“กอง
TSF-A”…โชว์ผลตอบแทนปี20 ชนะตลาดหุ้นไทยมากกว่า 23%

โดย สาห์รัช ชัฏสุวรรณ ผู้อำนวยการสายการตลาด และที่ปรึกษาการลงทุน บลจ. ทิสโก้ จำกัด ได้ให้ข้อมูลว่า สำหรับกองทุนหุ้นไทยที่เป็นดาวเด่นของ บลจ.ทิสโก้ ในปีที่ผ่านมา มี 2 กองทุน คือ


1.‘กองทุนเปิด ทิสโก้ สแตรทิจิก ฟันด์ ชนิดหน่วยลงทุน A (TSF-A)’ ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) เน้นลงทุนในหุ้นไทยที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มั่นคง และมีแนวโน้มการเติบโตทางธุรกิจที่ดี


“ซึ่งกองทุนนี้มีจุดเด่นตรงที่เป็นกองทุนที่ไม่มีข้อจำกัดเรื่องกลยุทธ์การลงทุน สามารถลงทุนได้ทั้งหุ้นขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก และปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ ผู้จัดการกองทุนจะคัดเลือกหุ้นด้วยวิธี Bottom Up จากนั้นจึงวิเคราะห์และคัดสรรจนเหลือหุ้นที่จะลงทุนเพียง 10-15 ตัว”



(สาห์รัช ชัฏสุวรรณ)



“ปี 2563 ที่ผ่านมา กองทุน TSF-A’ สามารถทำผลตอบแทนได้ 18.3% มากกว่าดัชนี SET TRI ที่เป็นดัชนีชี้วัด (Benchmark) ที่ในช่วงเวลาเดียวกันมีอัตราผลตอบแทนติดลบ 5.24% ซึ่งกองทุน TSF-A’ สามารถเอาชนะดัชนีชี้วัดได้มากกว่า 23%


ทั้งนี้ผลการดำเนินงานย้อนหลัง 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี 3 ปี 5 ปี 10 ปี และตั้งแต่จัดตั้งกองทุนถึงปัจจุบัน ตามข้อมูลของ บลจ.ทิสโก้ ณ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564 อยู่ที่ 17.54%, 34.09%, 54.31% ต่อปี, 11.71% ต่อปี, 16.74% ต่อปี, 12.12% ต่อปี และ12.46% ต่อปี ขณะที่ในช่วงเวลาเดียวกันดัชนีชี้วัด SET TRI มีผลตอบแทนย้อนหลังอยู่ที่ 6.62%, 14.88%, 15.13% ต่อปี, -3.48% ต่อปี, 5.66% ต่อปี, 7.78% ต่อปี และ 8.87% ต่อปี” 


นอกจากนี้ ‘กองทุน TSF-A’ ยังได้รับการจัดอันดับ 5 ดาว จาก Morningstars (ข้อมูลเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564) และได้รับรางวัล “กองทุนยอดเยี่ยมแห่งปี 2020” ประเภทตราสารทุนทั่วไป จาก Money & Baking Awards 2020 ซึ่งจัดโดยวารสารการเงินธนาคารอีกด้วย



“กอง
TISCOMS-A”…โชว์ผลตอบแทนปี20 ชนะตลาดหุ้นไทยมากกว่า 19%

ถัดมา 2. กองทุนเปิด ทิสโก้ Mid/Small Cap อิควิตี้ ชนิดหน่วยลงทุน A (TISCOMS-A)’ ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) เน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด ไม่เกิน 80,000 ล้านบาท โดยผู้จัดการกองทุนจะใช้กลยุทธ์การเลือกหุ้นแบบ Bottom Up เป็นหลัก


“ประกอบกับใช้การวิเคราะห์เชิงปริมาณมาประยุกต์ในอีกทางหนึ่งเพื่อเพิ่มโอกาสผลตอบแทนที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งในปี 2563 กองทุน TISCOMS-A’ มีผลการดำเนินงานที่โดดเด่นสามารถสร้างผลตอบแทนได้ 14.1% มากกว่าดัชนีชี้วัด SET TRI ที่ในช่วงเวลาเดียวกันมีผลตอบแทนติดลบ 5.24% หรือสร้างผลตอบแทนได้มากกว่า 19%





ทั้งนี้ ‘กองทุน TISCOMS-A’ มีผลการดำเนินงานย้อนหลัง 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี 3 ปี 5 ปี และตั้งแต่จัดตั้งกองทุนถึงปัจจุบัน ตามข้อมูลของ บลจ.ทิสโก้ ณ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564 อยู่ที่ 15.53%, 20.73%, 50.18% ต่อปี, 1.17% ต่อปี, 7.87% ต่อปี และ 8.85% ต่อปี


ขณะที่ในช่วงเวลาเดียวกันดัชนีชี้วัด (Benchmark) ของกองทุนคือ ดัชนี SET TRI มีผลตอบแทนย้อนหลังอยู่ที่ 6.62%, 14.88%, 15.13% ต่อปี, -3.48% ต่อปี, 5.66% ต่อปี และ 3.65% ต่อปี 


นอกจากนี้ ‘กองทุน TISCOMS-A’  ยังได้รับการจัดอันดับ 4 ดาว จาก Morningstars (ข้อมูลเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564) และได้รับรางวัลกองทุนตราสารทุนยอดเยี่ยมปี 2021 ประเภทกองทุนหุ้นขนาดกลางและเล็ก จาก Morningstar Thailand Fund Awards 2021” ต่อเนื่องเป็นปีที่  2 อีกด้วย



“ปรับกลยุทธ์” การลงทุนให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

ฟาก สุพงศ์วร เมี้ยนโภคา ผู้บริหารสายงานจัดการลงทุน บลจ.ทิสโก้ จำกัด กล่าวเสริมว่า ปัจจัยที่ทำให้กองทุนหุ้นไทยของบลจ.ทิสโก้ประสบความสำเร็จมาจาก กลยุทธ์การบริหารจัดการลงทุนที่ให้ความสำคัญกับ 3 เรื่อง คือ


1.บริหารความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยผู้จัดการกองทุนพยายามลดความเสี่ยงของพอร์ตด้วยการให้ความสำคัญกับการประเมินมูลค่า (Valuation) ของหุ้นรายตัว และกระจายความเสี่ยง (Diversification) บนพื้นฐานที่มุ่งหวังสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Alpha) โดยคำนึงถึงคาดการณ์ผลตอบแทนภายใต้ความเสี่ยงที่เหมาะสม (Risk-adjusted Return) เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดีต่อเนื่องในระยะปานกลางถึงระยะยาว



(พงศ์วร เมี้ยนโภคา)



2.ปรับกลยุทธ์ได้ทันสถานการณ์ลงทุน
ซึ่งเดิมก่อนที่ COVID- 9 จะแพร่ระบาด บลจ.ทิสโก้มองว่าปี 2563 จะเป็นปีของหุ้นเติบโต แต่เมื่อเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดเกิดขึ้นทำให้ทีมบริหารจัดการลงทุนปรับเปลี่ยนมาเน้นลงทุนในธุรกิจที่มีความเข้มแข็งและมีหนี้ต่ำ แต่เมื่อราคาหุ้นปรับลงรับข่าวมาระดับหนึ่งทีมลงทุนก็ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนด้วยการมองหาและเข้าซื้อหุ้นที่มีศักยภาพในการเติบโตอีกครั้ง


3.การคัดเลือกหุ้นที่ดี โดยมีพื้นฐานมาจากการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดของผู้จัดการกองทุน ทีมงาน รวมถึงผู้บริหารระดับสูงของ บลจ.ทิสโก้ และผู้จัดการกองทุนจะพยายามลดเวลาที่ต้องใช้ระหว่างการวิเคราะห์ วางแผน และการตัดสินใจลงทุนซื้อขายให้รวดเร็วที่สุด


“นอกจากนี้ ทีมผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่มีประสบการณ์ในสายการลงทุนอย่างยาวนาน รวมถึงศึกษา ค้นคว้า วิธีการลงทุนใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการใช้การวิเคราะห์เชิงปริมาณ (Quantitative Method) มาช่วยในการเลือกหุ้น และการจัดพอร์ตการลงทุน เนื่องจากแนวทางการลงทุนดังกล่าวเป็นแนวทางที่อุตสาหกรรมกำลังพัฒนาไปในอนาคต”


สำหรับใครที่กำลังมองหาโอกาสการลงทุนใน “ตลาดหุ้นไทย” การลงทุนในกองทุนรวมก็ถือเป็นทางเลือกที่ดีจะเห็นได้จากนโยบายการบริหารจัดการของผู้เชี่ยวชาญนั้นก็สามารถช่วยให้นักลงทุนทั่วไปสามารถทำผลตอบแทนให้ชนะตลาดได้ไม่ยากเช่นกัน

กฤษฎิ์ รัตนธีระธาดา