“กองหุ้นจีน”...กับโอกาสเติบโตตามเศรษฐกิจในระยะยาว !!!

ในวินาทีนี้ “ตลาดหุ้นจีน” คงเป็นอีกหนึ่งตลาดที่ได้รับความสนใจไม่ได้น้อยหน้าไปกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ หุ้นเทคโนโลยี และหุ้นธีมเมกะเทรนด์ต่างๆ แต่อย่างใด


นั่นเพราะความแข็งแกร่งทางด้านเศรษฐกิจในประเทศที่เป็นปัจจัยพื้นฐานการเติบโตของตลาดหุ้น แม้ว่าจะต้องเจอกับสถานการณ์ COVID-19 แต่กลับไม่ได้รับผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ


ทำให้นักลงทุนไม่น้อยความสนใจและน้ำหนักการลงทุนเป็นอันดับต้นๆ ในตอนนี้ ถือเป็นกองทุนที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนค่อนข้างมากแม้ว่าในช่วงไตรมาสแรกผลงานอาจไม่ร้อนแรงเท่าไรนักก็ตาม


ฉะนั้นทาง ‘Wealthy Thai’ จึงอยากนำเสนอข้อมูลผลการดำเนินงานของ “กองทุนหุ้นจีน” ในช่วงไตรมาส 1/2564 ที่ผ่านมาแชร์ให้แต่ผู้ที่สนใจกันในครั้งนี้



“กอง
CG” แชมป์ผลตอบแทนสูงสุดกลุ่ม ‘กองหุ้นจีน’ ด้วยผลตอบแทน 9.72%

โดยกองทุนที่มีผลการดำเนินงานที่โดดเด่นหรือสูงสุดในกลุ่มนั้นมีชื่อว่า “กองทุนเปิด เกรธเธอร์ ไชน่า (GC) จาก บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) ด้วยผลตอบแทน 9.72%


“กองทุนเป็นประเภท Feeder Fund ที่ลงทุนในหน่วยลงทุนNN (L) Greater China Equity’ (เพียงกองทุนเดียว)โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิกองทุน”


สำหรับนโยบายการลงทุนของกองทุนจะเน้นลงทุนอย่างน้อย 2 ใน 3 ในตราสารทุนและหลักทรัพย์ที่โอนสิทธิ์ได้ (Transferable securities) ซึ่งออกหรือจดทะเบียน และทำการซื้อขายในประเทศตลาดเกิดใหม่ที่กำลังน่าจับตามอง (Emerging countries) ซึ่งได้แก่สาธารณรัฐประชาชนจีน ฮ่องกง และไต้หวัน





อันดับที่ 2
,3 และ4 จะเป็นกองทุนเดียวกันจาก บลจ.ไทยพาณิชย์ โดยแตกต่างกันที่ชนิดของกองทุนซึ่งทั้ง 3 กองทุนมีชื่อว่า กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นจีน (ชนิดช่องทางอิเล็กทรอนิกส์) (SCBCEE)’, ‘กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นจีน (ชนิดผู้ลงทุนกลุ่ม/บุคคล) (SCBCEP)’ และ กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นจีน (SCBCE)’ ด้วยผลตอบแทน 8.76%, 8.52% และ 8.49% ตามลำดับ


“ซึ่งในประเภทกองและนโยบายของกอง จะเป็นแบบเดียวกันหรือเป็นประเภท Feeder Fund โดยลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศประเภท Exchange Traded Fund (Equity ETF) ได้แก่  ‘HANG SENG CHINA ENTERPRISES INDEX ETF’ (กองทุนหลัก)เพียงกองทุนเดียว มี net exposure ในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศดังกล่าวโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน”


ส่วนนโยบายการลงทุนของกองทุนหลักนั้น มีวัตถุประสงค์จะต้องสร้างผลตอบแทนกองทุนก่อนหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายทั้งหมดของกองทุนให้ใกล้เคียงหรือเทียบเท่ากับผลตอบแทนจากการลงทุนใน ดัชนี Hang Seng China Enterprises Index (H-Share Index)’ ให้มากที่สุด


อันดับสุดท้ายจาก บลจ.แอสเซทพลัส ที่มีชื่อกองว่า “กองทุนเปิดแอสเซทพลัสเอชเอสไอ (ASP-HSI) ด้วยผลตอบแทน 6.20%


“กองทุนเป็นประเภท Feeder fundโดยลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน ‘Hang Seng Index ETF’ (กองทุนหลัก) เป็นสกุลเงินฮ่องกงดอลลาร์โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่ต่ำกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน”


ซึ่งกองทุนหลักมีนโยบายจะเน้นลงทุนในหุ้นที่เป็นส่วนประกอบของ ‘Hang Seng Index’ เพื่อมุ่งหวังผลตอบแทนของกองทุนก่อนหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่ใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนี Hang Seng Index โดยกองทุนจะไม่ลงทุนในหลักทรัพย์ที่ไม่ได้จดทะเบียน หรือไม่มีราคาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ที่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย


หุ้นจีนก็ถือเป็นทางเลือกที่ดี หากต้องการจะลงทุนหุ้นต่างประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตสูงเป็นลำดับต้นๆ ของโลก ในระยะยาวด้วยมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญหุ้นก็ยังถือเป็นทางเลือกที่ควรติดพอร์ตไว้ไม่มากก็น้อย เพราะในอนาคตจะเป็นตัวช่วยสร้างการเติบโตให้แก่พอร์ตการลงทุนได้

กฤษฎิ์ รัตนธีระธาดา