Official Update :

ลุย “หุ้นเอเชียแปซิฟิก” สร้างผลตอบแทนที่ดีระยะยาวไปกับ...‘PRINCIPAL APDI’ !!!

“ตลาดหุ้นเกิดใหม่” ถือเป็นอีกหนึ่งตลาดหุ้นที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะมูลค่าบางตลาดเองก็ยังมีราคาที่ไม่สูงหรือไม่แพงเท่ากับ “ตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว” ที่ราคาบางตลาดปรับตัวขึ้นอย่างน่าตกใจ

แต่หากจะลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่การกระจายการลงทุนให้ทั่วทุกภูมิภาคนั้น คงจะเป็นการ ‘ลดความเสี่ยง’ ได้ดีสำหรับนักลงทุนที่ยังรับความเสี่ยงได้ไม่มากนัก

ซึ่งทำให้การลงทุนแบบเจาะจงไปยังภูมิภาคหรือตลาดหุ้นที่น่าสนใจหรือมีประสิทธิภาพที่ดี ก็คงให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าแน่ๆ อย่างตลาดหุ้น "เอเชีย แปซิฟิก" หนึ่งในกลุ่มของตลาดหุ้นเกิดใหม่ที่ถือว่าจับตาดูในช่วงนี้

ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงถือโอกาสแนะนำกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ยกเว้นประเทศญี่ปุ่น) จาก “บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) พรินซิเพิล จำกัด” โดยเป็นกองทุนรวมที่ได้รับการการันตีด้วย ‘มอร์นิ่งสตาร์ 5 ดาว’ มาแชร์ให้แก่นักลงทุนกันในครั้งนี้

“กอง PRINCIPAL APDI” โชว์ผลตอบแทนตั้งแต่ตั้งกองทุนสุดสวย 9.36% ต่อปี

เนื่องด้วยกระแสฟันด์โฟลว์ที่เริ่มกลับมาให้น้ำหนักการลงทุนในกลุ่ม “ตลาดเกิดใหม่” และยังมีดาวเด่นในภูมิภาคนี้อย่าง ‘ตลาดหุ้นจีน’ ที่แม้ว่าจะต้องเผชิญกับสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 เป็นประเทศแรกๆ แต่ฟื้นกลับมาได้เป็นประเทศแรกเช่นเดียวกัน จึงเป็นตลาดที่ท็อปฟอร์มอันดับต้นๆ เลยก็ว่าได้

โดยเฉพาะหลังจากที่ “โจ ไบเดน” ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่กับนโยบายที่เป็นมิตรต่อประเทศคู่ค้าอื่นๆ และยังสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ก็ยังหนุนให้เงินไหลออกสู่ภูมิภาคตลาดเกิดใหม่อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเลือกตั้งในเดือนพ.ย.63 ที่ผ่านมา นี่จึงทำให้ภูมิภาคนี้กลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของเม็ดเงินลงทุนจากทั่วโลกอย่างปฏิเสธไม่ได้

“กองทุนเปิดพรินซิเพิล เอเชีย แปซิฟิก ไดนามิก อินคัม อิควิตี้ (PRINCIPAL APDI)” เป็นหนึ่งในกองทุนที่น่าสนใจ ได้จัดตั้งขึ้นตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2555 จนถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 5 มกราคม 64) มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ 2,117,718,202 บาท มีราคาหน่วยลงทุนอยู่ที่ 22.61 บาทต่อหน่วย

โดยตัวนโยบายของนั้นผู้อ่านคงเดาได้ว่าเป็นกองที่ลงทุนในภูมิภาค ‘เอเชียแปซิฟิก (ยกเว้นประเทศญี่ปุ่น)’ แต่จริงๆ นั้นกองทุนมีนโยบายเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน ‘Principal Asia Pacific Dynamic Income Fund’ ที่จดทะเบียนในประเทศมาเลเซีย เพียงกองทุนเดียวซึ่งกองทุนหลัก (Master Fund)

ซึ่งนโยบายของกองทุนหลักจะมุ่งหมายในการบริหารจัดการผลตอบแทนของกองทุนให้มีเสถียรภาพและเชิงบวกจากการลงทุนในภูมิภาค ‘เอเชียแปซิฟิก (ยกเว้นประเทศญี่ปุ่น)’ กองทุนจะลงทุนในบริษัทจัดตั้ง, จดทะเบียน และมีการดำเนินการส่วนใหญ่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ยกเว้นประเทศญี่ปุ่น) ในหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลสูงและให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจ มีการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ มีแนวโน้มในการเติบโตสูงเมื่อเทียบกับตลาดโดยรวม นอกจากนี้ กองทุนอาจลงทุนในบริษัทที่มีศักยภาพในการเติบโตที่ดี และผู้จัดการกองทุนได้เล็งเห็นถึงการจ่ายเงินปันผล/ผลตอบแทนที่ดีในอนาคต

นอกจากนี้กองทุนอาจลงทุนในตราสารทุนและ/หรือตราสารหนี้ผ่านหน่วยลงทุนของกองทุน (CIS) อื่น โดยสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกองทุน และสอดคล้องกับข้อกำหนดของ Securities Commission และมาตรฐาน CIS กลยุทธ์การจัดสรรการลงทุนของกองทุน ดังนี้

  • สัดส่วนการลงทุนใน ‘ตราสารทุน’ อยู่ระหว่าง 60-98% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ
  • สัดส่วนการลงทุนใน ‘ตราสารหนี้’ สูงสุดไม่เกิน 20% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ
  • สัดส่วนการลงทุนในหน่วยของ ‘กองทุนรวมอื่น (CIS)’ ที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกองทุน สูงสุดไม่เกิน 20% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ
  • สัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ที่มี ‘สภาพคล่อง’ อย่างน้อย 2% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิเพื่อรักษาสภาพคล่องของกองทุน

“ณ วันที่ 30 พ.ย. 63 ‘กองทุน PRINCIPAL APDI’ มีการลงทุนในกองทุนหลัก 94.21%”

โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่กองทุนหลักลงทุนมากสุด 5 อันดับแรก (วันที่ 30 พ.ย. 63) ได้แก่

  • Information Technology 21.17%
  • Industrials 15.12%
  • Financials 14.47%
  • Consumer Discretionary 12.93%
  • Materials 11.96%

แบ่งเป็นรายประเทศ 5 อันดับแรก ประกอบไปด้วย

  • ฮ่องกง 26.41%
  • เกาหลีใต้ 14.45%
  • ออสเตรเลีย 12.43%
  • อินเดีย 10.34%
  • หมู่เกาะเคย์แมน 7.20%

“ด้านผลการดำเนินงาน ‘กองทุน PRINCIPAL APDI (ณ วันที่ 30 พ.ย. 63) มีผลตอบแทนนับตั้งแต่จัดตั้งกองทุน 9.36% ต่อปี ดีกว่าดัชนีเทียบวัดที่ 5.94% ต่อปี เป็นไปตามกลยุทธ์ในการบริหารจัดการที่มุ่งหวังให้ผลประกอบการดีกว่าดัชนีเทียบวัด โดยมีความผันผวนของผลการดำเนินงานอยู่ที่ 12.81% ต่อปี โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กองทุนเคยมีผลขาดทุนสูงสุดอยู่ที่ -35.14%

โดยผู้ที่สนใจ ‘กองทุน PRINCIPAL APDI’ การซื้อของหน่วยลงทุนนั้น มีมูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไปอยู่ที่ 1,000 บาท ส่วนมูลค่าขั้นต่ำการขายคืนนั้นไม่มีข้อกำหนด โดยระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน ภายใน 5วันทำการ นับจากวันคำนวณรับซื้อคืนหน่วยลงทุน (T+5)

ส่วนช่องทางการซื้อขายสามารถทำได้ผ่านธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จํากัด (มหาชน)บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน พรินซิเพิล จํากัดหรือผู้สนับสนุนการขายหรือรับซื้อคืนที่ บลจ.พรินซิเพิล แต่งตั้ง และโมบายแอปพลิเคชั่น Principal TH

“ก็จบกันไปสำหรับข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับ ‘กองทุน PRINCIPAL APDI’ ที่มีนโยบายการลงทุนในภูมิเอเชีย แปซิฟิกตามชื่อกองทุน ซึ่งน่าจะเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่สนใจจะลงทุนในภูมิภาคนี้ การนำเสนอข้อมูลข้างต้นเป็นเพียงส่วนของข้อมูลทั้งหมดเท่านั้น ผู้ที่สนใจจะลงทุนอาจจะต้องศึกษาข้อมูลให้ถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจรวมไปการรับเสี่ยงในการลงทุน ทางเราจึงหวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านได้ไม่มากก็น้อย”